Digital Economy in Thailand – เศรษฐกิจดิจิตอล (ตอนที่ 8)

กรกฎาคม 2, 2015

แนวทางการบริหารโครงการ Digital Economy กับ Gantt Chart และ PERT

ในตอนที่ 7 ผมได้พูดถึงโครงสร้างและกรอบการดำเนินงานของเศรษฐกิจดิจิตอล (Digital Economy – DE) ที่ผลักดันโดยผู้มีส่วนได้เสีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลเป็นผู้นำในเรื่องนี้  และได้ให้ข้อสังเกตในเรื่องเสาหลักของกระบวนการขับเคลื่อน และการวางกรอบการกำกับเศรษฐกิจดิจิตอลอย่างเป็นกระบวนการ ซึ่งต้องมีหลักการ ต้องมีนโยบาย และกรอบการดำเนินงานที่ชัดเจน เพราะเศรษฐกิจดิจิตอล มีงานและกระบวนการต่าง ๆ ที่ต้องใช้ในการพิจารณามากมาย รวมทั้งมีขั้นตอนที่ต้องมีการจัดลำดับงานที่จะทำก่อนและหลัง หรือจะทำพร้อมกันไปแล้วแต่กรณีนั้น เป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การกำหนดบทบาทของผู้กำกับดูแลกิจการ ซึ่งรัฐมีบทบาทสำคัญในเรื่องนี้ โดยได้เขียนกระบวนการทางด้าน Governance ที่ภาครัฐจะต้องสร้างความมั่นใจในกระบวนการสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับผู้มีผลประโยชน์ร่วม และภาครัฐซึ่งมีบทบาทในการกำกับหน่วยงานซึ่งเป็นผู้บริหารแต่ละองค์กรที่เกี่ยวข้องกับ Digital Economy ทั้งที่เป็นหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานภาคเอกชน ตามที่ได้กล่าวไว้ใน DE ตอนที่ 7 โดยมีกระบวนการและตัวอย่าง ประเภทของทักษะที่เกี่ยวข้อง และได้กล่าวถึงหลักการด้านสถาปัตยกรรมองค์กรที่ได้กล่าวถึงการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิตอลในภาพกว้างมาในตอนที่ 7 ตามที่ท่านผู้อ่านได้อ่านมาแล้วนั้น

ท่านผู้อ่านครับ ผมเข้าใจว่าผู้กำกับและผู้ขับเคลื่อนงาน “เศรษฐกิจดิจิตอล” ตามที่ผมได้กล่าวมาแล้วทั้ง 7 ตอนนั้น ได้มีงานหลายอย่างที่ผู้กำกับดูแล DE ได้ทำงานไปแล้วหลายเรื่องด้วยกัน เช่น การกำหนดมาตรฐานต่าง ๆ การออกกฎหมาย กฎเกณฑ์ ระเบียบ ประกาศ คำสั่ง ฯลฯ ทั้งที่มีผลบังคับใช้ และกำลังจะมีผลบังคับใช้อีกมากมายนั้น น่าจะมี Mind Map ที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดกรอบการดำเนินงานด้าน DE และการบริหารจัดการ IT ที่เกี่ยวข้องกับ DE เพื่อตอบสนองความต้องการในการขับเคลื่อนโครงการ DE ที่สำคัญยิ่งของชาติแล้วนะครับ

สำหรับผมเอง ด้วยความเห็นและความเข้าใจส่วนตัวที่สนใจเรื่องนี้เป็นพิเศษ เพราะจากการศึกษาเรื่อง Governance การบริหารความเสี่ยง การบริหารทรัพยากรที่เป็นองค์ประกอบหลักของการสร้างคุณค่าเพิ่มในทุกองค์กร และในระดับ Governance ระหว่างประเทศ ที่มีความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้งและแยกกันไม่ได้นั้น มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จของการบริหารโครงการต่าง ๆ เพื่อสร้างความมั่นใจในมิติต่าง ๆ ว่า ประเทศหรือองค์กรได้รับคุณค่าจากความเข้าใจในเรื่อง Governance ที่ตรงกัน เพราะ Governance ยุค พ.ศ. 2558 หรือ ค.ศ. 2015 นั้น มีคำจำกัดความ ความหมาย กระบวนการกำกับ กระบวนการบริหาร และองค์ประกอบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับบริบท และมิติของกระบวนการจัดการทางด้าน Governance ที่แตกต่างกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดของการก้าวไปสู่ความสำเร็จของทุกโครงการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โครงการที่สำคัญมากอย่าง Digital Economy

ผมจะยังไม่ลงไปในรายละเอียดลึก ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความหมาย และความแตกต่างของ Governance ในยุคก่อนปี ค.ศ. 2013 กับ Governance ความหมายใหม่ ที่เน้นในเรื่องการสร้างคุณค่าเพิ่ม (Value Creation) ที่มีหลักการ โครงสร้าง และกระบวนการทำงานที่แตกต่างกันในช่วงเวลานี้นะครับ แต่จะออกความเห็นในภาพใหญ่ ๆ ที่ต่อเนื่องการพูดถึงโครงสร้างและกรอบการดำเนินงาน และแนวทางการบริหารโครงการ Digital Economy อย่างมีหลักการ มีนโยบาย และกรอบการดำเนินงานที่ชัดเจน ซึ่งผมได้นำหลักการของ ISACA – COBIT 5 มาอธิบาย ตั้งแต่ DE ตอนที่ 1 มาถึงตอนที่ 7 และจะมีต่อเนื่องในตอนต่อ ๆ ไป ทั้งนี้กรอบของ DE ที่จะพัฒนาตามแนวทางและหลักการของ COBIT 5 นั้นจะอยู่ภายใต้และควรจะปรากฎในโครงสร้างใหญ่ที่สุดที่เป็น Mind Map ของ DE ที่ควรอยู่ในรูปแบบของ Gantt และ/หรือ PERT (Program Evaluation and Review Technique) Charts ซึ่งเป็นเครื่องมือที่มีคุณภาพสำหรับการบริหารทุกโครงการ โดยมีการนำมาใช้และประยุกต์ให้เหมาะสมกับโครงการที่เกี่ยวข้องเช่น DE

ก่อนที่ผมจะคุยกับท่านในเรื่องที่เกี่ยวข้องต่อ ๆ ไปนั้น ผมใคร่ขออธิบายถึง Gantt และ PERT Charts ที่เป็นเครื่องมือที่เกี่ยวข้องกับ “CPM – Critical Path Method” มีประโยชน์ในการบริหารโครงการดังนี้ :-

  • เพื่อใช้ในการบริหารงานแต่ละขั้นตอนให้เป็นไปตามลำดับสำคัญ ก่อน-หลัง หรือพร้อมกันสำหรับงานบางลักษณะ ก่อนที่จะก้าวไปสู่การทำงานในขั้นตอนต่อ ๆ ไป ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับโครงการขนาดใหญ่อย่าง DE
  • เพื่อช่วยให้ผู้รับผิดชอบโครงการในภาพของ DE โดยรวม และผู้รับผิดชอบของกระบวนการงานย่อย ๆ สามารถบริหารเวลา บุคลากร การใช้เครื่องไม้เครื่องมือ และทรัพยากรต่าง ๆ ที่เหมาะสมได้ ภายใต้กรอบของงานนั้น ๆ
  • ให้ความมั่นใจอย่างสมเหตุสมผลว่า มีการจัดหาบุคลากรที่เหมาะสมและมีเครื่องมือที่เหมาะสม ในสถานที่ที่เหมาะสมกับงาน และสามารถจัดการได้ภายใต้กรอบเวลาของเป้าหมายตามที่กำหนด
  • ช่วยให้ผู้รับผิดชอบ หรือผู้จัดการโครงการ สามารถเฝ้าติดตามความก้าวหน้าของโครงการ และของงานตามที่ได้รับมอบหมาย ได้อย่างเป็นกระบวนการ

ซึ่งขั้นตอนข้างต้นนั้น สามารถใช้หลักการของ COBIT 5 ตามที่ได้กล่าวในตอนที่ 1 – 7 ได้ อย่างมั่นใจ

ตัวอย่าง Gantt – PERT Charts เบื้องต้นจะเป็นดังนี้ครับ

Example : Gantt Chart

 

 Example : PERT Chart

ทั้ง Gantt Chart และ PERT Chart มีโปรแกรมสำเร็จรูปแบบเป็นฟรีแวร์ สามารถดาวน์โหลดใช้งานโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ เช่น โปรแกรม Open Project ซึ่งโปรแกรมนี้มีความสามารถครอบคลุมตั้งแต่เริ่มต้นการออกแบบโครงการ และสร้างโครงสร้างของงาน สามารถเพิ่มและจัดการกับงานหลัก และงานแยกย่อยต่าง ๆในโครงการนั้น ๆ รวมถึงการบริหารทรัพยากรที่ใช้อย่างถูกต้อง โดยผ่านการคำนวณพร้อมทั้งประเมินและสรุปความคืบหน้าของโครงการ จัดสรร วิเคราะห์ และวางแผนงาน (Schedule) ในโปรเจ็กต์ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด และรองรับไฟล์ Microsoft มีการตั้งเวลาให้กับโครงการ มีการแสดงในรูปแบบ Gantt Charts, Network Diagrams (PERT Charts), Work Breakdown Structure (WBS) and Resource Breakdown Structure (RBS) charts, Earned Value costing และอื่น ๆ ตามที่ต้องการ สำหรับโปรแกรมสำเร็จรูปที่ใช้ในการบริหารโครงการแบบเสียค่าใช้จ่าย มีให้เลือกหลากหลายในการใช้งาน เช่น PM Microsoft เป็นต้น

นอกจากนี้ การใช้ Gantt Chart และ PERT Chart ก็ยังมีรายละเอียดที่ต้องศึกษาและติดตาม และมีการทบทวนอย่างสม่ำเสมอตามสภาพแวดล้อมที่ได้เปลี่ยนแปลงไป อย่างไรก็ดี โครงสร้างของหน่วยงานกำกับที่จะต้องมีการออกแบบให้เหมาะสม เพื่อใช้ในการกำกับดูแลโครงการ DE และติดตามการบริหารการจัดการโครงการ DE ของหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องนั้น จะต้องมีหลักการและกรอบการดำเนินงานที่ควรกำหนดเป็นนโยบาย DE อย่างชัดเจน ไม่กำกวมให้ต้องตีความที่อาจจะแตกต่างกันของบรรดาผู้ที่เกี่ยวข้อง

DE ในตอนที่ 8 นี้ ผมจะมีคำถามชวนคิด ชวนไตร่ตรอง ที่เกี่ยวข้องกับขั้นตอนการดำเนินงานที่สำคัญ ๆ และอาจเป็นจุดหักเหของความสำเร็จที่สามารถสร้างปัญหา และถ่วงเวลา ของแต่ละโครงการที่เกี่ยวข้องกับ DE อย่างบูรณาการที่แน่นอนว่า ยังจะใช้การบริหารโครงการที่มีแบบแผน ตาม Gantt Chart และ PERT Chart ที่มีความเข้าใจตรงกันของผู้ัที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โครงการ DE นี้ ต้องการ “ผู้นำที่เข้าใจจริง” อย่างเป็นกระบวนการ ตั้งแต่ขั้นตอน Input – Process – Output ตามองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น

ดังนั้น เราลองมาตั้งคำถาม เพื่อหาคำตอบ และจากคำตอบที่ได้รับจากผู้รู้จริง มาตั้งคำถามใหม่ และวนเวียนในลักษณะเช่นนี้ จนกว่าจะได้ข้อสรุปที่เป็นแนวทางในการก้าวเดินของการพัฒนาในการบริหารโครงการเศรษฐกิจดิจิตอล – DE ในบางมุมมองในบริบทที่เกี่ยวข้องดังนี้ครับ :-

1. มีหลักการของ Governance ที่มีคำจำกัดความใหม่ กระบวนการกำกับดูแลใหม่ ที่ทำให้มั่นใจได้ว่า ความต้องการ เงื่อนไข และทางเลือกของผู้มีส่วนได้เสียตามโครงการ DE ได้รับการประเมิน เพื่อกำหนดวัตถุประสงค์ที่รัฐบาลหรือประเทศต้องการ ให้บรรลุถึงความสมดุลและเห็นชอบร่วมกัน มีการกำหนดทิศทางผ่านการจัดลำดับความสำคัญและการตัดสินใจ และการเฝ้าติดตามผลการดำเนินงาน และการปฏิบัติตามเทียบกับวัตถุประสงค์ที่ได้กำหนดไว้อย่างชัดเจนแล้ว

2. มีการบริหารจัดการที่ผู้บริหารได้วางแผน สร้าง ดำเนินงาน และเฝ้าติดตามกิจกรรมต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับทิศทางในการกำหนดโดยหน่วยงานกำกับดูแล (Governance Body) เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการ

3. มีวิสัยทัศน์ของเศรษฐกิจดิจิตอล – DE ได้กำหนดไว้ชัดเจน และมีความเห็นตรงกันในบรรดาผู้กำกับ ผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงาน ที่ใช้งานแล้วหรือยัง? และตามไปด้วยคำถามต่อเนื่อง

4. มีพันธกิจใดหรืองานใด ที่เกี่ยวข้องกับการก้าวไปสู่วิสัยทัศน์ทางด้าน DE ในทุกมิติ และบริบทที่เกี่ยวข้องกับ Mind Map เช่น

4.1. การตอบสนองความต้องการของผู้มีผลประโยชน์ร่วม โดยพิจารณาจาก

  • บริบททั่วไปทางด้าน – เศรษฐกิจ การเงิน การลงทุน การบริหารจัดการ การบริการ และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการมีการใช้ข้อมูลสารสนเทศที่ควรได้รับจากโครงการ Digital Economy ในการขับเคลื่อนและสนองตอบความต้องการของผู้มีผลประโยชน์ร่วม ในการสร้างคุณค่าเพิ่มเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ต้องการ ที่ควรจะมีความสัมพันธ์กับบริบททางด้านเทคโนโลยี โดยมีหลักการและวิธีการ รวมทั้งกระบวนการที่เหมาะสม?
  • บริบททางเทคโนโลยี – ปัจจัยด้านเทคโนโลยีที่มีผลต่อความสามารถของโครงการ DE ในการสร้างคุณค่าจากข้อมูลและสารสนเทศ หน่วยงานกำกับ ควรจจะกำหนดแนวทางพัฒนาทางด้าน จริยธรรมและคุณธรรมในเรื่องนี้อย่างไร?
  • บริบททางข้อมูล – ข้อมูลมีความถูกต้อง พร้อมใช้งาน เป็นปัจจุบัน และควรมีคุณภาพนั้น มีแนวทางใดที่หน่วยงานกำกับ ควรกำหนดทิศทาง และกรอบการดำเนินงานที่ชัดเจนในเรื่องนี้?
  • ทักษะ และความรู้ – ประสบการณ์ทั่วไป และทักษะด้านการวิเคราะห์ ด้านเทคนิค และด้านธุรกิจที่ควรปรับปรุง พัฒนา และอบรม เพื่อสร้างความเข้าสใจ ความรับผิดชอบ ในกิจกรรมและบทบาทที่เกี่ยวข้องกับตนของทุกหน่วยงาน?
  • บริบทด้านโครงสร้างการจัดองค์กรและวัฒนธรรม – ปัจจัยด้านการเมือง และองค์กร ชอบที่จะใช้ข้อมูลมากกว่าใช้สัญชาติญาณหรือไม่ และควรจะมีการปรับปรุงอย่างไร ใครควรจะเป็นเจ้าภาพ?
  • บริบทด้านกลยุทธ์ – วัตถุประสงค์ด้านกลยุทธ์ของ DE ควรมีการกำหนดแนวทางที่ชัดเจนอย่างไร และควรจะมีการกำหนดเหตุการณ์ที่ชัดเจนและมีผลต่อการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เมื่อใด?
  • การบริหาร DE ที่ได้ดุลยภาพ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้มีส่วนได้เสีย ทั้งในระยะสั้นและในระยะยาวที่เกี่ยวข้องกับการบริหารความเสี่ยงและความคาดหวังที่แตกต่างกัน จะบรรลุผลลัพธ์ที่เป็นจริงได้อย่างไร?

– มีการส่งทอดความต้องการของผู้มีส่วนได้เสียหรือผู้มีผลประโยชน์ร่วมไปยังเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ของ DE

– มีขั้นตอนในการส่งทอดเป้าหมายของ DE ไปยังเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับ IT

– มีการกำหนดเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับ IT ที่ส่งทอดไปยังเป้าหมายของปัจจัยเอื้อที่ก่อให้เกิดความสำเร็จที่เกี่ยวข้อง

4.2. หลักการของ DE ที่ครอบคลุมวัตถุประสงค์ตามข้อ 4.1

  • ได้มีการพิจารณาหรือการกำกับดูแลและการบริหารจัดการสารสนเทศ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องที่ครอบคลุมโครงการ DE อย่างทั่วถึง
  • บูรณาการควบคุม กำกับดูแล IT ในมุมมองของ DE ในการควบคุมกำกับดูแลด้าน DE ในภาพรวมที่สามารถบูรณาการเข้ากับระบบการกำกับดูแลใด ๆ ที่สอดคล้องกับมุมมองล่าสุดของการกำกับดูแล คือ Governance ในมิติใหม่ ที่เน้นในวัตถุประสงค์ของการกำกับดูแลคือ การสร้างคุณค่าเพิ่มจากการกำหนดผลประโยชน์ที่จะได้รับจากโครงการ DE ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม และการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างได้ดุลยภาพ
  • มีการพิจารณาลักษณะงานที่ครอบคลุมหน้าที่งาน และกระบวนการทั้งหมดที่จำเป็นต้องกำกับดูแล บริหารจัดการด้านสารสนเทศ ในบริบทและมิติข้อ 4.1

4.3. มีการดำเนินงานที่บูรณาการเป็นหนึ่งเดียวที่เน้นในเรื่อง

  • ความสอดคล้องกับมาตรฐานและกรอบการดำเนินงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้กับโครงการ DE
  • มีการจัดสถาปัตยกรรมที่เรียบง่ายสำหรับการจัดโครงสร้างของข้อมูลสารสนเทศ และเอกสารที่เกี่ยวข้อง
  • บูรณาการองค์ความรู้ต่าง ๆ ที่อยู่ในหลักการของ ISACA COBIT 5  ที่บูรณาการองค์ความรู้ทั้งหมดนี้เข้าด้วยกันในการจัดทำโครงการ DE

4.4. มีการพิจารณานำปัจจัยเอื้อที่ก่อให้เกิดความสำเร็จของโครงการ DE ซึ่งเน้นทางเรื่อง Governance ที่เป็นบทบาทของภาครัฐในการกำกับดูแลโครงการ DE ที่เกี่ยวข้องกับ IT ในภาพรวม ว่าจะต้องมีปัจจัยเอื้อที่ก่อให้เกิดความสำเร็จอะไรบ้าง เช่น

  • หลักการ นโยบาย และกรอบการดำเนินงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่นำไปสู่การแปลงพฤติกรรมที่คาดหวังให้เป็นแนวปฏิบัติได้จริงสำหรับการบริหารจัดการโครงการ DE
  • กระบวนการ อธิบายถึงกลุ่มของแนวปฏิบัติและกิจกรรมที่ใช้บรรลุวัตถุประสงค์บางประการ และให้ผลลัพธ์เพื่อสนับสนุนการบรรลุวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวข้องกับ IT โดยรวมตามโครงการนี้
  • โครงสร้างการจัดองค์กร ระบุถึงหน่วยงานที่เป็นหลักในการตัดสินใจในโครงการ DE ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากที่เป็น Critical Path ไปสู่ความสำเร็จ
  • วัฒนธรรม จริยธรรม และพฤติกรรม ทั้งของแต่ละบุคคลและขององค์กรในหน่วยงานกำกับและการบริหารทุกโครงการ
  • สารสนเทศ ที่ใช้กันอย่างกว้างขวางในทุกองค์กร ซึ่งรวมสารสนเทศทั้งที่เกิดจากและที่ใช้โดยองค์กรในโครงการ DE
  • บริการ โครงสร้างพื้นฐาน และระบบงาน รวมถึงโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และระบบงานที่ใช้สำหรับการประมวลผลและบริการอื่น ๆ ด้านเทคโนโลยี
  • บุคลากร ทักษะ และศักยภาพ เชื่อมโยงกันเข้ากับตัวบุคคลและเป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยให้กิจกรรมทั้งหมดสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี และช่วยให้ตัดสินใจได้อย่างถูกต้องพร้อมทั้งดำเนินการแก้ไข

ปัจจัยเอื้อที่ก่อให้เกิดความสำเร็จทั้ง 7 นี้ มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดและแยกจากกันไม่ได้ เพราะปัจจัยหนึ่งจะมีผลกระทบต่อปัจจัยเอื้ออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อม ในองค์กรส่วนใหญ่ ความเสี่ยงทางด้าน IT ในภาพรวม มักจะไม่ได้ระบุความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยเอื้อที่ก่อให้เกิดความสำเร็จทั้ง 7 ตามที่ได้กล่าวข้างต้น ดังนั้น โครงการ DE ซึ่ง IT มีบทบาทสูงในทุกมิติ และทุกกระบวนการของการจัดการ หน่วยงานกำกับและผู้บริหาร ควรจะคำนึงถึงความเสี่ยงในการบรรลุเป้าหมายตามโครงการ DE จากปัจจัยเอื้อเหล่านี้ นอกเหนือจากความเสี่ยงอื่น ๆ ที่ทราบกันดีอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัจจัยเอื้อที่เกี่ยวข้องกับการบริหารทรัพยากร คือ การบริหารสารสนเทศ การบริการ โครงสร้างพื้นฐาน และระบบงาน ที่เกี่ยวข้องกับทักษะ และศักยภาพของบุคลากร

5. สรุป คำถามโดยย่อที่จะเกี่ยวพันกับ Mind Map ก็คือ

  • โครงการ DE ของรัฐบาลครั้งนี้ ผู้กำกับดูแลใช้หลักการ ใช้นโยบาย และวางกรอบในการกำกับดูแลและบริหารงานจากหลักเกณฑ์ใด? น่าเชื่อถือได้หรือไม่? เป็น Best Practice และหรือมาตรฐานใดในการพัฒนางาน
  • หากมี Best Practice หรือมาตรฐานที่ใช้อ้างอิงในการพัฒนางานตามโครงการ DE ในครั้งนี้ Best Practice หรือมาตรฐานนั้น ได้ใช้กันอย่างแพร่หลายและเป็นที่ยอมรับในปัจจุบันเพียงไรในมุมมองหลัก ๆ ของ Governance และ Management
  • มีการพิจารณาปัจจัยที่ก่อให้เกิดความสำเร็จ และ Critical Path ในลักษณะ Looking backward และ Looking foreward ที่ได้ Lesson Learned จากประสบการณ์ในอดีตว่าการวิเคราะห์ความเสี่ยงและการจัดการที่ดีในอนาคตอย่างไร
  • Mind Map ในกระบวนการใดที่ยังมีลักษณะเป็น Silo Based ที่มิใช่เป็นการบริหารแบบ Integrated Management/Integrated Thinking – Based อยู่ในกระบวนการของ DE หรือไม่
  • ปัจจัยเอื้อที่ก่อให้เกิดความสำเร็จที่เกี่ยวข้องกับการบริหาร IT ตามโครงการ DE มีการนำไปใช้พิจารณา กำหนดกรอบในการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับหลักการและนโยบาย ซึ่งเป็นภาพโดยรวมที่เป็น Key Sucess Factors ตามโครงการ DE เพียงใด
  • มีการสื่อสาร สร้างความเข้าใจในการให้คำจำกัดความของคำต่าง ๆ ที่ใช้ในโครงการ DE นี้ให้เป็นที่เข้าใจตรงกัน ระหว่างผู้มีส่วนได้เสียอย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่
  • Data Flow, Information Flow, Process Flow, Business Flow และ Network ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับหลักการกำกับดูแลที่ดี / Governance ที่อัพเดตล่าสุด ที่ใช้ได้กับโครงการ DE โดยตรง ซึ่งมีผลต่อคำถามหลักโดยรวมตามที่กล่าวข้างต้น และจะมีคำถามตามมาจากคำตอบที่ได้รับอย่างเป็นระบบ จนกระทั่งมีคำตอบหรือ Solution ที่เหมาะสมของโครงการ DE นี้ และมีการสื่อสารและเป็นที่เข้าใจตรงกันในบทบาทและหน้าที่ที่หน่วยงานกำกับพึงกระทำนั้น ภาครัฐซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับมีความพึงพอใจในระดับการกำกับ ควบคุม ดูแล ที่ดีในระดับใด จาก 5 ระดับ
  • คำว่าการบริหารงานอย่างโปร่งใส มีความหมายและมีความเข้าใจในการนำไปปฏิบัติ ซึ่งใช้เป็นกรอบในการกำกับและการบริหารจัดการที่ดีนั้น ควรมีคำตอบและแนวทางจัดการเช่นใด (โปรดดู DE ตอนที่ 6 – 7 ในส่วนที่เกี่ยวข้องนะครับ)
  • นอกจากคำถามดังกล่าวข้างต้น หากผู้มีผลประโยชน์ร่วมเข้าใจตรงกัน จะนำหลักการ นโยบาย กรอบการดำเนินงานทางด้าน Governance ยุคใหม่ล่าสุดมาใช้ เพื่อผลสำเร็จตามโครงการ DE เพื่อความมั่นคง เพื่อความเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน โดยใช้แนวความคิดอย่างเป็นระบบ เพื่อการจัดการที่ดีนั่นคือ Systematic Thinking Approack ซึ่งประกอบไปด้วย 1. คิดให้ครบจนจบความ ครบถ้วน ด้วยการเริ่มต้นด้วยจุดสุดท้ายจนจบและเริ่มต้นใหม่ (Integrated Thinking) 2. คิดในภาพรวมทั้งหมด (System Thingking) 3. คิดให้ลึกเชิงวิเคราะห์ (Analytical Thinking) 4. คิดให้กว้างอย่างสร้างสรรค์ (Creative Thinking) ก็จะได้คำถามใหม่ ๆ ที่สามารถสร้างประสิทธิภาพ ประสิทธิผลตามโครงการ DE ได้เป็นอย่างดีนะครับ

ภาพนิ่ง1

DE ในตอนที่ 7-8 นี้ เป็นกระบวนการสำคัญที่จะวัดผลสำเร็จในอนาคตว่า โครงการ DE จะสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับประเทศในบริบทและในมิติต่าง ๆ ตามนโยบาย และวัตถุประสงค์หลักของโครงการ DE นี้ได้ดีเพียงใด ทั้งนี้ หน่วยงานที่สำคัญหน่วยงานหนึ่งที่ควรจะจัดไว้ในโครงสร้างของ DE ก็คือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการประเมินคุณภาพและกระบวนการจัดการด้าน DE ว่าอยู่ในหลักการ อยู่ในนโยบาย อยู่ในกรอบการดำเนินงาน การกำกับดูแลที่ดีหรือไม่ เพียงใด ซึ่งผมได้กล่าวไว้แล้วในตอนต้น ๆ ในระยะนี้ ผมได้ยินข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับการเขียนเศรษฐกิจดิจิตอล – Digital Economy ว่าการนำหลักการ COBIT 5 มาใช้ในระดับประเทศตามโครงการ DE นี้ จะได้ผลเพียงใด COBIT 5 น่าจะมีประโยชน์ต่อการพัฒนากระบวนการกำกับดูแล และการบริหารจัดการองค์กรในลักษณะบูรณาการ การดำเนินการทางธุรกิจ สำหรับการกำกับดูแล บริหารจัดการองค์กรเท่านั้น?

ข้อสังเกตข้างต้น เป็นข้อสังเกตที่ดี เป็นคำถามที่มีคุณค่า และผมดีใจที่ได้ยินคำถามและข้อสังเกตนี้  ผมใคร่ยืนยันว่าหลักการของ ISACA COBIT 5 ซึ่งให้แนวทางการบริหารจัดการองค์กรทั้งทางด้านธุรกิจ สำหรับการกำกับดูแลและการบริหารจัดการในุทกระดับของธุรกิจและทุกประเภทของธุรกิจ และทุกขนาดของธุรกิจ ซึ่งสามารถนำไปใช้ได้กับการบริหารจัดการทุกโครงการของทุกองค์กรในระดับประเทศได้อย่างมั่นใจด้วยครับ ซึ่งหากมีโอกาสผมจะขยายความของการนำ COBIT5 มาใช้ และวิธีการนำมาประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสม ภายใต้กรอบ Governance ที่มีหลักการและคำจำกัดความใหม่ล่าสุด และเป็นที่ยอมรับและประยุกต์ใช้แพร่หลายอย่างกว้างขวางและรวดเร็ว โดยมีการแปลเป็นภาษาต่าง ๆ เพราะการพัฒนา COBIT 5 มีการศึกษาค้นคว้ามายาวนาน ระหว่างผู้เชี่ยวชาญด้าน IT และผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจ จากาองค์กรต่าง ๆ ทั่วโลก ทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ครับ

นอกจากนี้ ผมได้อธิบายเพิ่มเติมในบางมุมมองเพื่อสร้างความเข้าใจในเวลาที่จำกัดให้มากขึ้น แต่ยังอยู่ภายใต้กรอบและหลักการของ COBIT 5 ที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลและการบริหารกิจการทุกประเภท ทุกระดับ ที่ดี

อนึ่ง COBIT 5 ไม่ใช่สิ่งที่ตายตัว แต่เป็นการสนับสนุนในองค์กรนำกระบวนการกำกับดูแล และบริหารจัดการไปใช้ โดยครอบคลุมถึงหัวข้อหลักและมาตรฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ องค์กรสามารถจัดให้มีกระบวนการต่าง ๆ ตามที่เห็นว่าเหมาะสม ที่ครอบคลุมวัตถุประสงค์ขั้นพื้นฐานของการกำกับดูแลและการบริหารจัดการองค์กรขนาดเล็ก ใช้เพียงไม่กี่่ขบวนการ ในขณะที่องค์กรขนาดใหญ่หรือโครงการระดับประเทศที่มีขนาดใหญ่และซับซ้อนกว่า อาจจำเป็นต้องมีกระบวนการมากมาย ทั้งนี้ให้คำนึงถึงความเหมาะสมในแต่ละบริทและวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวข้องเป็นสำคัญ

 

โฆษณา

Digital Economy in Thailand – เศรษฐกิจดิจิตอล (ตอนที่ 7)

มิถุนายน 2, 2015

โครงสร้างและกรอบการดำเนินงานของ DE – Digital Economy ที่ควรศึกษา

ในตอนที่ 6 ผมได้กล่าวถึงปัจจัยเอื้อข้อที่ 1 ทางด้าน “หลักการ นโยบาย และกรอบการดำเนินงาน (Principles, Policies and Framework)” และตั้งใจที่จะเล่าสู่กันฟังว่า การขับเคลื่อน Digital Economy ผู้ที่เกี่ยวข้องหรือผู้ที่มีผลประโยชน์ร่วม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขับเคลื่อนทางด้านนโยบายเศรษฐกิจดิจิตอล ควรพิจารณาถึง”หลักการที่เกี่ยวข้องกับนโยบาย และกรอบการดำเนินงานที่หน่วยงานภาครัฐ ซึ่งเป็นผู้ขับเคลื่อนหลักและจะเชื่อมโยงกับภาคเอกชน อย่างเป็นกระบวนการนั้น จำเป็นจะต้องพิจารณาถึงปัจจัยเอื้อทั้ง 7 ซึ่งนอกเหนือจากข้อ 1 ที่กล่าวในตอนที่ 6 แล้ว ยังมีปัจจัยเอื้ออีก 6 เรื่อง ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นองค์ประกอบสำคัญและมีความสัมพันธ์กันและกันอย่างแยกกันไม่ได้ และเกี่ยวข้องหรือโยงใยกับกิจกรรมต่าง ๆ ของไอทีระดับองค์กร และปัจจัยเอื้อ (Enablers) ทั้ง 7 ยังเชื่อมต่อไปยังเชื่อมต่อไปยัง IT-Related Goals และเชื่อมไปยัง Business Goals หรือ Digital Goals ซึ่งเป็นเป้าประสงค์หลักของการแลกเปลี่ยนข้อมูลและความคิดเห็นทางด้าน Digital Enconmy in Thailand ซึ่งเป็นเป้าประสงค์ระดับประเทศที่ครอบคลุม Business Goals ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ในระดับกว้างและลึกไปทั่วไปประเทศนั้น ผู้ขับเคลื่อนทางภาครัฐ ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็น Stakeholders หลัก จำเป็นจะต้องพิจารณาโครงสร้าง ตามที่ได้กล่าวข้างต้นด้วย

ผมใคร่ขอนำกรอบการดำเนินงานทางด้านธุรกิจหรือ Digital Economy สำหรับการกำกับดูแลบริหารจัดการไอทีระดับองค์กร ซึ่งในที่นี้คือการบริหารจัดการไอทีระดับประเทศ เพื่อการกำกับดูแลกิจการที่ดีในุมุมมองทางด้าน Digital Economy ซึ่งจะต้องมีการนำหลักการของ ISACA – COBIT 5 มาประยุกต์ใช้กับบริบททางด้านเศรษฐกิจดิจิตอลระดับประเทศให้ได้อย่างเหมาะสม ในทุกองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องซึ่งอาจจะแสดงในภาพรวมดังนี้

ภาพนิ่ง1

วัตถุประสงค์ของเศรษฐกิจดิจิตอล (Digital Economy) ตามภาพดังกล่าวข้างต้น ซึ่งเป็นเรื่องของการบริหารเศรษฐกิจดิจิตอลในรูปแบบบูรณาการ เพื่อการกำกับดูแลและบริหาร Digital Economy แบบครบวงจร เพื่อให้ Digital Economy ระดับประเทศนั้น ก่อให้เกิดความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ตามแนวทางของรัฐบาลซึ่งจะเป็นวาระแห่งชาติที่จะเกี่ยวข้องกับ การพัฒนาขีดความสามารถทั้งผู้ให้บริการภาครัฐ ทั้งผู้ใช้บริการที่เกี่ยวข้อง การพัฒนาสถาปัตยกรรมหรือการออกแบบโครงสร้างการเชื่อมโยง แลกเปลี่ยนข้อมูล และกระบวนการทำงานอย่างสิ้นเชิง โดยมีการปฏิรูปองค์กรอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสร้างวัฒนธรรม และวิธีคิดใหม่  การบริหารความเสี่ยงในองค์ประกอบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องระดับสูง จนถึงระดับปฏิบัติการ การบริหารทรัพยากรด้านข้อมูลสารสนเทศ กระบวนการกำกับดูแลกิจการที่ดี ของหน่วยงานผู้กำกับทุกประเภท โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หน่วยงานกำกับที่ขับเคลื่อน Digital Economy และการดำเนินโครงการด้วยการบรูณาการข้อมูลสารสนเทศของหน่วยงานภาครัฐ มีวิธีการคัดเลือกโครงการและการประเมินผลของโครงการอย่างเหมาะสม ตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Governance) ตามคำจำกัดความใหม่ที่เน้นการสร้างคุณค่าเพิ่ม (Value Creation)

เสาหลักในกระบวนการขับเคลื่อน และวางกรอบการกำกับ Digital Economy อย่างเป็นกระบวนการที่ดีนั้น จะยึดหลักโครงสร้างตามแผนภาพดังกล่าวข้างต้น นั่นคือ ยึดหลัก Governance and Value Creation เพื่อ Stakeholders อย่างได้ดุลยภาพกับความต้องการของผู้มีผลประโยชน์ร่วมหรือผู้มีส่วนได้เสีย รวมทั้งการมีกฎหมาย สนับสนุนและรองรับทุกมุมมองที่เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิตอล มีการกำหนดคำนิยามและคำจำกัดความ  มาตรฐานต่าง ๆ (Standard) ที่จำเป็นต้องใช้ ข้อพึงปฏิบัติที่ดี (Best Practice) ข้อมูล กระบวนการและการนำไปใช้ประโยชน์ในการขับเคลื่อน Digital Economy และข้อสำคัญก็คือ ควรมีการกำหนดโครงสร้างการกำกับดูแลกิจการทีดี โดยการบริหารแบบบูรณาการตามหลักการของ ISACA – COBIT 5 ที่มีองค์ประกอบหลัก ๆ ดังนี้

1. ตอบสนองต่อความต้องการของผู้มีส่วนได้เสีย

2. ครอบคลุมทั่วทั้งองค์กร/ทั่วทั้งประเทศ ตามแผน Digital Economy

3. ประยุกต์ใช้กรอบการดำเนินงานที่บูรณาการเป็นหนึ่งเดียว

4. เอื้อให้วิธีปฏิบัติแบบองค์รวมสัมฤทธิ์ผล

5. การแบ่งแยกการกำกับดูแลออกจากการบริหารจัดการ

โดยพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ ตามกรอบและโครงสร้างข้างต้น ดังนี้

  • ให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีส่วนมากขึ้นในการกำหนดสิ่งที่คาดหวังจากสารสนเทศและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง (ประโยชน์ที่ได้รับ ณ ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และด้วยต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง) และลำดับสำคัญของแต่ละสิ่งเหล่านั้น เพื่อให้มั่นใจว่า คุณค่าที่คาดหวังนั้นจะได้รับการส่งมอบจริง ซึ่งความคาดหวังที่แตกต่างกันของผู้มีส่วนได้เสียนี้ ต้องได้รับการจัดการอย่างมีประสิทธิผล มีความโปร่งใส และบรรลุผลลัพธ์ได้จริง
  • ระบุถึงความสำเร็จระดับประเทศ ที่ต้องพึ่งพากลุ่มธุรกิจและผู้เกี่ยวข้องกับด้านไอทีจากภายนอกมาขึ้น เช่น ผู้ให้บริการภายนอก ผู้ขาย ที่ปรึกษา ลูกค้า ผู้ให้บริการ Cloud และอื่น ๆ ตลอดจนวิธีการและกลไกต่าง ๆ ที่ใช้เป็นการภายในเพื่อส่งมอบคุณค่าตามที่คาดหวัง
  • รับมือกับปริมาณสารสนเทศที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเลือกสารสนเทศที่มีความเกี่ยวข้องและน่าเชื่อถือ ซึ่งจะนำไปสู่การตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล สารสนเทศเองก็จำเป็นต้องได้รับการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิผล ซึ่งการมีต้นแบบสารสนเทศที่มีประสิทธิผลจะสามารถช่วยได้
  • รับมือไอทีที่กำลังแพร่หลายมากขึ้น ซึ่งไอทีจำเป็นต้องบูรณาการให้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการทางธุรกิจ โครงสร้างการจัดองค์กร การบริหารความเสี่ยง นโยบาย ทักษะ กระบวนการ และอื่น ๆ โดยที่บทบาทของผู้บริหารสูงสุดด้านสารสนเทศ (CIO) และหน้าที่งานด้านไอทีกำลังค่อย ๆ วิวัฒนาการไปจากเดิม บุคลารในหน่วยงานมีทักษะด้านไอทีมากขึ้น มีส่วนร่วม หรือกำลังจะมีส่วนร่วมในการตัดสินใจและการปฏิบัติการด้านไอทีมากขึ้น ซึ่งจะต้องบูรณาการให้เข้ากับแผนงาน โครงการในยุคเศรษฐกิจดิจิตอลมากขึ้น
  • ให้แนวทางเพิ่มเติมในเรื่องนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ออกมาใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ การประดิษฐ์คิดค้น การพัฒนา ซึ่งอาจหมายถึงการปรับปรุงกระบวนการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวดเร็ว และมีคุณภาพในระดับที่สูงขึ้นด้วย
  • ครอบคลุมความรับผิดชอบในหน้าที่งานทั้งทางด้านบริหารและด้านไอทีอย่างครบวงจร และครอบคลุมทุกแง่มุมที่จะนำไปสู่การกำกับดูแลและการบริหารจัดการไอทีระดับประเทศอย่างมีประสิทธิผล เช่น โครงสร้างการจัดองค์กร นโยบาย และวัฒนธรรม นอกเหนือจากกระบวนการ
  • มีการควบคุมที่ดีขึ้นสำหรับกระบวนการแก้ไขปัญหาแบบเบ็ดเสร็จด้านไอที (IT Solution) ที่ผู้ใช้เป็นผู้ริเริ่มหรือที่อยู่ในความควบคุมของผู้ใช้
  • การสร้างคุณค่าผ่านทางการใช้ไอทีระดับประเทศอย่างมีประสิทธิผลและสร้างสรรค์
  • ความพึงพอใจของผู้ใช้กับการทำงานและบริการด้านไอที
  • ปฏิบัติตามกฎหมาย กฎระเบียบข้อบังคับ ข้อกำหนดตามสัญญา และนโยบายที่เกี่ยวข้อง
  • ความเชื่อมโยงที่ดีขึ้นระหว่างความต้องการของผู้มีส่วนได้เสียกับวัตถุประสงค์ด้านไอที
  • เชื่อมโยง หรือทำให้เกิดความสอดคล้องกับกรอบการดำเนินงานและมาตรฐานอื่น ๆ ที่มีใช้กันอยู่
  • บูรณาการกรอบการดำเนินงานและแนวทางที่สำคัญของการกำกับดูแลกิจการที่ดี แต่ยังคงพิจารณาถึงต้นแบบทางด้านความมั่นคงปลอดภัยของสารสนเทศ (Business Model for Information Security) รวมถึง กรอบการดำเนินงานสำหรับความเชื่อมั่นด้านไอที (IT Assurance Framework – ITAF) โดยให้ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ และให้พื้นฐานในการบูรณาการกรอบการดำเนินงานมาตรฐานและแนวปฏิบัติอื่น ๆ มารวมกันเป็นกรอบการดำเนินงานเพียงหนึ่งเดียว

ดังนั้น โครงสร้างและกรอบการดำเนินงานของ DE – Digital Economy จึงน่าจะเป็นไปตามกรอบที่ได้กล่าวถึงข้างต้น สำหรับโครงสร้างของแต่ละองค์กรที่ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้กำกับโครงการ Digital Economy ตามนโยบายของภาครัฐ ให้เป็นไปตามมาตรฐาน และกรอบของกฎหมายที่เกี่ยวข้องจะมีโครงสร้างในการกำกับและดำเนินการอย่างไรนั้น จะขึ้นกับการกำหนดสถาปัตยกรรมทางด้าน Digital Economy ในภาพรวม ที่ถ่ายทอดลงมาเป็นกระบวนการ โดยคำนึงถึงองค์ประกอบและปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งขึ้นกับบริบทดังต่อไปนี้

ภาพนิ่ง2

ภาพนิ่ง3

ภาพนิ่ง4

 

ภาพนิ่ง5

ภาพนิ่ง6

ภาพนิ่ง7

 

ภาพนิ่ง8

เศรษฐกิจดิจิตอลในตอนที่ 8 ผมจะขอขยายความในส่วนที่่เกี่ยวข้องต่อไปนะครับ


Digital Economy in Thailand – เศรษฐกิจดิจิตอล (ตอนที่ 6)

พฤษภาคม 3, 2015

การประเมินบทบาทหน้าที่ กิจกรรม และความสัมพันธ์ของการกำกับและการบริหาร Digital Economy บางมุมมอง

ในตอนที่ 5 ผมได้กล่าวในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลกิจการที่ดีทางด้านเศรษฐกิจดิจิตอลในภาครัฐ ที่เกี่ยวข้องกับหลักการ นโยบาย และการกำหนดกรอบและขอบเขตของงาน ที่เกี่ยวข้องกับการกำกับ Digital Economy ซึ่งในความเห็นของผมเป็นความจำเป็นยิ่งยวดที่เราควรจะทำความเข้าใจให้ตรงกันว่า หลักการของ Digital Economy และหลักการของการกำกับดูแลกิจการที่ดีทางด้าน DE-Digital Economy และองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ ตามนโยบายและเป้าหมายของรัฐบาล ในการผลักดันให้ประเทศไทยก้าวไปสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิตอล โดยทางลัด กำหนดบทบาทตนเองในลักษณะของผู้กำกับดูแลงานทางด้าน DE ซึ่งอาจเรียกตนเองว่าเป็นผู้อำนวยความสะดวก หรือ Facilitator หรือผู้อำนวยการในการกำหนดกรอบการดำเนินงาน และเป็นผู้ประเมินผล เป็นผู้สั่งการ เป็นผู้เฝ้าติดตามกระบวนการจัดการ ซึ่งรวมทั้งการกำหนดโครงสร้าง และอื่น ๆ  ผ่านนโยบายทางด้าน DE และภาครัฐได้ศึกษาและเตรียมดำเนินการในเรื่องต่าง ๆ  ที่เกี่ยวข้อง เช่น การร่างกฎหมาย การกำหนดโครงสร้าง ซึ่งมีลักษณะอันอาจจะกล่าวได้ว่า เป็นการกำหนดกรอบ และทิศทางในการดดำเนินงานในการกำกับฯ เพื่อส่งทอดเป้าหมายไปยังในกลุ่มที่เกี่ยวข้องของภาครัฐ และอาจวางแนวทางเพื่อให้ภาคเอกชนไปดำเนินการต่อ หรือกำหนดให้ภาคเอกชนเป็นผู้ดำเนินการ ที่จำเป็นที่สอดคล้องกับแนวการกำกับของภาครัฐในฐานะผู้อำนวยความสะดวก ซึ่งต้องมีการประสานงานอย่างใกล้ชิดในการถ่ายทอดความต้องการบรรลุผลลัพธ์ ตามนโยบาย DE ของรัฐจำเป็นอย่างยิ่งที่ควรจะประเมินตนเองในลักษณะที่เกรียกว่า CSA – Control Self Assessment หรืออาจจะใช้คำที่เข้าใจได้ง่าย ๆ ว่า ภาครัฐจำเป็นจะต้องประเมินศักยภาพที่เกี่ยวข้องกับการบริหารความเสี่ยงในบทบาทของตนในกรอบการควบคุม กำกับดูแล IT ในระดับประเทศ และระดับองค์กร ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการประเมิน สั่งการ และเฝ้าติดตาม ในกระบวนการกำกับนั่นคือ :-

1. กระบวนการสร้างความมั่นใจในการกำหนดกรอบการดำเนินงานทางด้าน DE ที่มีหลักการที่ยอมรับได้

2. การสร้างความมั่นใจในกระบวนการส่งมอบผลประโยชน์ที่ประเทศและองค์กรที่เกี่ยวข้องจะได้รับประโยชน์ตามความต้องการของธุรกิจ  ที่เชื่อมโยงกับการดูแล IT และการบริหารทางด้าน IT

3. ความมั่นใจในการบริหารความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการใช้ทรัพยากรทางด้าน IT เช่น

  • การสร้างคุณภาพและความน่าเชื่อถือให้กับสารสนเทศที่เป็น Input หรือ Output เข้าสู่หรือออกจากกระบวนการสู่เป้าหมายที่กำหนด
  • การมีบุคลากร/จัดให้มีบุคลากรที่ต้องมีทักษะ ความรู้ และความสามารถที่จำเป็น สำหรับงานหรือกระบวนการที่ตนเอง/สายงาน ต้องรับผิดชอบ และ
  • ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานของการให้บริการสารสนเทศ เป็นส่วนที่ทำให้กระบวนการต่างๆ ขององค์กรดำเนินไปได้อย่างสะดวกและรวดเร็วขึ้น เช่น ในการปฏิบัติงานตามกระบวนการหนึ่ง สามารถใช้ประโยชน์จากระบบงานเพื่อช่วยในการปฏิบัติงานตามกระบวนการนั้น

4. การบริหารความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการความโปร่งใสต่อผู้มีผลประโยชน์ร่วม และ

5. การบริหารความเสี่ยงของการกำกับดูแล IT ตามโครงการ DE ที่เกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกับการบรรลุวัตถุประสงค์ตามนโยบายด้าน DE ภายใต้กรอบการกำกับดูแลทางด้าน DE ที่มีหลักการที่ดีและยอมรับได้ ที่ควรเข้าลักษณะ Good Practise ที่ควรเชื่อมโยงไปยังเป้าประสงค์หลักของ DE นั่นคือ การสร้างประสิทธิภาพ ประสิทธิผล การยกระดับการแข่งขัน ในกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารเศรษฐกิจการเงิน การอุตสาหกรรม และการบริการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งควรจะประกอบด้วย

  • กระบวนการทำงานที่ดีที่ต้องอาศัยหลักการบริหารแบบบูรณาการที่ควรจะเข้าใจอย่างแท้จริงของคำ ๆ นี้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับ การควบคุมการกำกับดูแล IT ระดับประเทศและระดับองค์กร ที่เชื่อมโยงและแยกกันไม่ได้กับเป้าประสงค์หลักของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ DE ทั้งในระดับประเทศ และระดับองค์กร
  • การกำหนดโครงสร้างของการกำกับและโครงสร้างขององค์กรที่ควรจะเชื่อมโยงกับกระบวนการอื่น ๆ ที่กล่าวข้างต้น และต้องเชื่อมโยงกับ
  • วัฒนธรรม จริยธรรม และความประพฤติของบุคลากรขององค์กร ซึ่งหัวข้อนี้เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง และมีผลต่อความสำเร็จและการขับเคลื่อน นโยบายทางด้าน DE

Digital Business and Technology Architecture 1

ผมจะขอยกตัวอย่างของความเสี่ยงบางประการ ที่เกี่ยวข้องกับหลักการ นโยบาย และกรอบการดำเนินงานที่ทางภาครัฐ ต้องเป็นผู้กำหนดทิศทางที่ชัดเจนในเรื่องนี้ ตามที่ปรากฎในแผนภาพข้างต้น เช่น ในกรณีที่รัฐกำหนดโครงสร้างการบริหารที่อาจขาดหลักการที่ดี เป็นที่ยอมรับได้ อ้างอิงได้ จะมีผลทำให้การกำหนดทิศทางการบริหารและการจัดการที่เกี่ยวข้องกับ DE ซึ่งจะมีผลอย่างสำคัญต่อการกำหนดนโยบาย มีปัญหาในทางการกำกับดูแล IT ที่ดี และสะท้อนไปยังปัญหาการบริหารและการจัดวางแนวทาง รวมทั้งการทำแผนงานที่สะท้อนไปยัง การจัดสร้าง จัดซื้อจัดหา การนำไปใช้ และการส่งมอบ การให้บริการทางด้าน IT มีปัญหาทั้งระบบ และมีปัญหาทั้งกระบวนการ ที่ทำให้การเฝ้าติดตาม วัดผลและประเมินผลขาดประสิทธิภาพ และประสิทธิผล ที่เกี่ยวข้องกับ Performance และ Conformance และจะมีปัญหาต่อไปยังการประเมินระบบการควบคุมภายใน และการตรวจสอบความเสี่ยงในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

ทั้งนี้ ผมใคร่ขอออกความเห็นในความเสี่ยงบางมุมมองอย่างสั้น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยเอื้อที่ก่อให้เกิดความสำเร็จ ตามนโยบาย DE ที่จะสะท้อนไปยังหลักการบริหารและการควบคุมการกำกับดูแล IT ระดับประเทศและระดับองค์กร เพื่อก้าวสู่นโยบายของ DE ของภาครัฐดังนี้

1. หลักการ นโยบาย และกรอบการดำเนินงาน (Principles, Policies and Framework)
หลักการ นโยบาย ด้าน DE และกรอบดำเนินงานที่กำหนดไว้จะสะท้อนให้เห็นถึง ภาพรวม ทิศทาง กรอบแนวคิด หรือกรอบการปฏิบัติที่องค์กรต้องการให้บรรลุเพื่อบังเกิดความสำเร็จตามที่ต้องการ บุคลากรขององค์กรที่เกี่ยวข้อง ควรยึดตามหลักการ นโยบายที่กำหนดไว้และ ปฏิบัติตามอย่างสอดคล้อง เพื่อให้เกิดผลตามที่องค์กรต้องการ ดังนั้นหากปราศจากหลักการที่ดี มีนโยบายกำหนดไว้อย่างชัดเจนแล้ว และการกำหนดภาพรวม ทิศทาง กรอบแนวคิด หรือกรอบการปฏิบัติที่ต้องการอาจไม่บังเกิดผลตามที่ต้องการได้ เช่น หลักการ “การใช้กรอบการดำเนินงานทางธุรกิจที่เกี่ยวกับการก้าวสู่วัตถุประสงค์ทางด้านเศรษฐกิจดิจิตอล สำหรับการกำกับดูแลและการบริหารจัดการไอทีระดับองค์กร ตามแนวทาง COBIT 5 and ISACA Framework” จะมีผลต่อการทำงานตามหน้าที่และกระบวนการที่ตนเองและสายงานต้องรับผิดชอบ ซึ่งสามารถส่งผลต่อการบรรลุเป้าหมายของเศรษฐกิจดิจิตอลได้ โดยการประยุกต์และนำมาใช้อย่างเหมาะสม ตามบริบท (Context) ที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจดิจิตอล ซึ่งมีปัจจัยทั้งภายในและภายนอกที่่มีส่วนในการกำหนดว่า องค์กร หน่วยงาน กระบวนการ หรือบุคคลควรจะมีการดำเนินอย่างไรในเรื่องที่เกี่ยวกับเรื่องต่อไปนี้

  • บริบททางเทคโนโลยี – ปัจจัยด้านเทคโนโลยีที่มีผลต่อความสามารถขององค์กรในการสร้างคุณค่าจากข้อมูล
  • บริบททางข้อมูล – ข้อมูลมีความถูกต้อง พร้อมใช้งาน เป็นปัจจุบัน และมีคุณภาพ
  • ทักษะ และความรู้ – ประสบการณ์ทั่วไป และทักษะด้านการวิเคราะห์ ด้านเทคนิค และด้านธุรกิจ
  • บริบทด้านโครงสร้างการจัดองค์กรและวัฒนธรรม – ปัจจัยด้านการเมือง และองค์กร ชอบที่จะใช้ข้อมูลมากกว่าใช้สัญชาติญาณหรือไม่
  • บริบทด้านกลยุทธ์ – วัตถุประสงค์ด้านกลยุทธ์ขององค์กร

หากการขับเคลื่อนการกำกับดูแลและการบริหาร Digital Economy ขาดหลักการ นโยบาย และกรอบการดำเนินงานที่ดี เป็นที่ยอมรับได้และเป็นสากลนั้น ย่อมจะเกิดความเสี่ยงในการสัมฤทธิผล ทั้งในด้านการกำกับโดยหน่วยงานภาครัฐ และการดำเนินงาน รวมทั้งการบริหารการจัดการทั้งทางภาครัฐและภาคเอกชน จะเกิดความสับสนในการกำกับและการบริหารแบบบูรณาการ ที่เป็นเรื่องสำคัญยิ่งยวดต่อความสำเร็จตามกรอบเวลาที่ควรจะกำหนดอย่างเหมาะสม ที่สามารถวัดผลได้ ติดตามและปรับปรุงแก้ไขได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะมีปัญหาอย่างมากมายในมุมมองของการบริหารความเสี่ยงแบบบูรณาการ (Integrated Risk Management) ซึ่งมีผลต่อการประเมิน การสั่งการ การเฝ้าติดตามผล ทั้งในระดับการกำกับโดยหน่วยงานภาครัฐ และการจัดการในภาคเอกชน ซึ่งจะมีปัญหาที่อาจเรียกว่า PPP – Public, Private, Partner ทั้งในระดับประเทศ และระหว่างประเทศในอนาคตได้

หากท่านผู้อ่านได้ดูภาพตามที่ผมได้นำเสนอในเรื่องเศรษฐกิจดิจิตอลในตอนที่ 4 และตอนที่ 6 นี้ จะเข้าใจในเรื่องการบริหารแบบบูรณาการที่เชื่อมโยงกระบวนการทางด้าน IT และ Business / Digital Economy and Technology Architecture และองค์ประกอบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารแบบบูรณาการ ที่เชื่อมโยงปัจจัยเอื้อสู่ความสำเร็จ ทั้ง 7 ประกาารอย่างแยกจากกันไม่ได้ และที่สำคัญเหนืออื่นใดก็คือ การกำกับดูแลกิจการและการบริหารที่ดี ไม่ว่าในเรื่องใดและบริบทใดก็ตาม จะต้องคำนึงถึง หลักการ นโยบาย และกรอบการดำเนินงาน (Principles, Policies and Framework) ก่อนจะพิจารณาดำเนินการและองค์ประกอบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง (ตามแผนภาพข้างต้น) ซึ่งผมจะขอออกความเห็นในตอนต่อ ๆ ไปนะครับ

อนึ่ง ความเห็นของผมที่เกียวข้องกับ Digital Economy ตั้งแต่ตอนที่ 1 และตอนต่อ ๆ ไปผมได้ความคิดมาจาก กรอบการดำเนินงานทางธุรกิจสำหรับการกำกับดูแล และการบริหารจัดการไอทีระดับองค์กรนั้น เป็นเครดิตของ ISACA สากลโดยแท้จริง ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้เป็นกรอบความคิดและการกำกับ รวมทั้งการบริหารได้กับทุกองค์กร ในทุกธุกิจ และทุกขนาด โดยนำมาประยุกต์ให้เหมาะสมกับบริบทของงานที่เกี่ยวข้อง แน่นอนว่ารวมทั้ง Digital Economy ด้วย

ในตอนต่อไปผมจะได้พูดถึงปัจจัยเอื้ออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับหลักการในการก้าวไปสู่ความสำเร็จของ Digital Economy เพื่อให้สอดคล้องกับการขับเคลื่อนของหน่วยงานภาครัฐ และผู้มีผลประโยชน์ร่วมนะครับ


Digital Economy in Thailand – เศรษฐกิจดิจิตอล (ตอนที่ 5)

เมษายน 8, 2015

การกำกับดูแลกิจการที่ดีทางด้าน Digital Economy โดยภาครัฐ

ท่านผู้อ่านครับ ผมมีปัญหาบางประการเกี่ยวกับ http://www.itgthailand.com มาหลายวันแล้ว หากท่านผู้อ่านพบปัญหาในการติดตามเรื่องราวต่าง ๆ ที่ผ่าน http://www.itgthailand.com ขอให้ท่านผู้อ่านได้มา http://www.itgthailand.wordpress.com นะครับ

ในหัวข้อเศรษฐกิจดิจิตอลตอนที่ 5 นี้ ผมจะขอพูดต่อในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ การทำหน้าที่ในลักษณะผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator) หรือผู้อำนวยการตามโครงการนี้ แล้วแต่จะใช้คำใดโดยภาครัฐนั้น ผมมีความเห็นส่วนตัวบางประการที่จะเกี่ยวข้องกับกระบวนการดำเนินการก่อนก้าวไปสู่การกำหนดนโยบาย การกำหนดกลยุทธ์ และแผนงานหรือโครงการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพราะวิธีการก้าวสู่เป้าหมายทางด้านเศรษฐกิจดิจิตอลนั้น มีเรื่องต่าง ๆ ที่ควรพิจารณามากมาย หากกระบวนการต่าง ๆ ไม่ชัดเจน จะมีปัญหาอย่างมากในการปฏิบัติงาน ของหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในอนาคต ซึ่งต้องการการประสานงาน และความเข้าใจโดยรวมอย่างแท้จริง ซึ่งผมอาจจะอธิบายต่อไปจากตอนที่ 4 ดังนี้ครับ

การสัมฤทธิ์ผลของกระบวนการทางด้าน Digital Economy  ควรมีการกำหนดทิศทางของการกำกับดูแลที่เรียกกันว่า Governance ซึ่งในยุคปัจจุบันหมายถึง การสร้างคุณค่าเพิ่ม โดยแบ่งแยกกระบวนการการกำกับดูแล และการบริหารจัดการสำหรับ IT ระดับประเทศและองค์กร ที่เชื่อมโยงกับการบริหารจัดการเพื่อก้าวไปสู่ความสำเร็จ ในมิติต่าง ๆ ของประเทศหรือองค์กรที่ต้ัองการ ซึ่งกระบวนการนี้กล่าวได้ว่า เป็นหน้าที่ของภาครัฐอย่างแท้จริง เพราะจะเกี่ยวข้องกับการควบคุมและการกำกับดูแลทางด้าน IT ที่มีจุดมุ่งหมายหลักไปที่ผลลัพธ์ของ Digital Economy ที่เกิดจากกระบวนการทางด้าน IT ระดับประเทศและระดับองค์กร ที่มีอยู่ 5 กระบวนการและมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันอย่างแยกไม่ได้ มิใช่เฉพาะเพียงการสร้างความโปร่งใสต่อผู้มีส่วนได้เสียเท่านั้น แต่การสร้างความมั่นใจในความโปร่งใสนี้ จะต้องประกอบไปด้วยการประเมิน สั่งการ และเฝ้าติดตาม ในกระบวนการเพื่อสร้างความโปร่งใสเอง และที่จะมีผลต่อการประเมิน สั่งการ และเฝ้าติดตาม อีก 4 กระบวนการหลัก ซึ่งได้แก่

1. การสร้างความมั่นใจในการกำหนดกรอบและทิศทางการดำเนินงานการกำกับดูแลนโยบาย กลยุทธ์ แผนงานและโครงการ ที่จะเชื่อมโยงไปยังพันธกิจและวิสัยทัศน์ในการก้าวสู่ Digital Economy ของประเทศไทย

2. การสร้างความมั่นใจในการส่งมอบผลประโยชน์ทุกมิติของการบริหารการจัดการ แนวทางปฏิบัติของกระบวนการที่จะนำไปสู่ดุลยภาพของเป้าประสงค์ที่จะเกิดขึ้นในทุกมิติที่เกี่ยวข้อง เช่น

  • มิติของการพัฒนาศักยภาพ คุณภาพ ความรู้ความเข้าใจ ของบุคคลากรในทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ผู้มีหน้าที่ในการกำกับดูแล (Governance) ควรจะกำหนดเป็นกรอบที่ชัดเจนว่าจะมีวิธีการอย่างไร และจะมีการสื่อสารอย่างไร เพื่อให้หน่วยงานของภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง มีความเข้าใจในเทคโนโลยีสารสนเทศที่เกี่ยวข้อง เพื่อการขับเคลื่อน Digital Economy ไปสู่พันธกิจและวิสัยทัศน์ที่ต้องการ
  • มิติที่เกี่ยวข้องกับการสร้างนวัตกรรม หรือกระบวนการทำงานใหม่ทางด้านธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ การเงิน การธนาคาร การผลิต การบริการ รวมทั้งโลจิสติกส์ต่าง ๆ ในการสร้างคุณค่าเพิ่ม ด้วยกระบวนการทำงานใหม่ที่จะต้องอยู่ภายใต้กรอบและวิธีการ รวมทั้งทิศทางที่หน่วยงานกำกับดูแลในภาครัฐ และรวมทั้งภาคเอกชนในส่วนที่เกี่ยวข้องในการสร้างกระบวนการทำงานใหม่ที่ถูกขับเคลื่อนโดยกระบวนการทางด้าน IT อย่างบูรณาการ ซึ่งมีรายละเอียดค่อนข้างมาก และแน่นอนว่า กระบวนการนี้ภาครัฐจะต้องมีระบบการประเมิน การสั่งการ และการเฝ้าติดตามผลในแต่ละขั้นตอน และในแต่ละกระบวนการ ตั้งแต่มิติของการพัฒนาศักยภาพบุคคลากร เพื่อก้าวสู่ความมั่นใจในการสร้างคุณค่าเพิ่มที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการทำงานใหม่ ตั้งแต่ระดับผู้ดูแลนโยบายของรัฐ รวมไปถึงผู้ปฏิบัติงานทุกกระทรวง ทบวง กรม ที่เกี่ยวข้อง และแน่นอนทั้ง 2 กระบวนการดังกล่าว จะเกี่ยวข้องกับ
  • มิติในการสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า และผู้มีส่วนได้เสีย ที่สามารถพิสูจน์ได้ ซึ่งขั้นตอนนี้จะเกี่ยวข้องกับการสร้างภาพพจน์ ความน่าเชื่อถือ การลดต้นทุนจากการใช้กระบวนการทางด้าน IT ที่มีศักยภาพ และอื่น ๆ ที่แน่นอนว่าจะต้องมีการประเมิน สั่งการ และเฝ้าติดตามในกระบวนการนี้ ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการใน 2 มิติแรก
  • ทั้ง 3 มิติที่กล่าวจะมีส่วนสำคัญในการผลักดันความสำเร็จของบริการของผู้ใช้ข้อมูลและสารสนเทศในกระบวนการของ Digital Economy ซึ่งอาจสรุปได้ว่า เกิดการสร้างคุณค่าเพิ่มที่เป็นรูปธรรมที่เป็นตัวเงินและไม่เป็นตัวเงิน เพื่อสนองตอบความต้องการของผู้มีส่วนได้เสียตามหลักการของ Governance ที่แน่นอนว่าจะต้องผ่านกระบวนการประเมิน สั่งการ และเฝ้าติดตาม โดยผู้อำนวยความสะดวกหรือผู้อำนวยการหน่วยงานภาครัฐที่ไม่ควรจะเป็นความรับผิดชอบของภาคเอกชน อย่างน้อยภายใต้กรอบหลัก ๆ ตามที่กล่าวนั้น
  • ทั้ง 4 กระบวนการตามมิติดังกล่าวจะเกี่ยวข้องกับการสร้างความมั่นใจในความโปร่งใสต่อผู้มีส่วนได้เสีย ซึ่งความโปร่งใสในที่นี้ก็ควรจะหมายถึงกระบวนการทั้ง 4 ตามที่กล่าวข้างต้น ที่มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันอย่างแยกกันไม่ได้ ภายใต้หลักการของ การประเมินผล การสั่งการ และเฝ้าติดตามนั่นเอง

เมื่อมาถึงตอนนี้ ท่านผู้อ่านคงจะเข้าใจตรงกันนะครับว่า การมีและการสร้างความโปร่งใสต่อผู้มีส่วนได้เสียนั้น มิใช่มีเพียงความหมายว่า  สามารถพิสูจน์ผลของการกระทำที่สามารถควบคุมได้ และสามารถตรวจสอบได้เท่านั้น แต่กระบวนการสร้างความมั่นใจในกระบวนการโปร่งใสนี้ ยังจะหมายถึง ความมั่นใจในทั้ง 5 กระบวนการตามที่กล่าวข้างต้น นั่นก็คือ ความโปร่งใสจะต้องประกอบด้วย การสร้างความมั่นใจให้กับผู้มีผลประโยชน์ร่วมว่า การกำกับดูแลทางด้าน Digital Economy ได้มีการกำหนดกรอบและทิศทางที่ชัดเจน และเชื่อมโยงไปยังปัจจัยเอื้อที่ก่อให้เกิดความสำเร็จ ที่เกี่ยวข้องกับ

1. หลักการและความเข้าใจในการกำกับและเข้าใจวิธีปฏิบัติในแบบองค์รวม เพื่อการสัมฤทธิ์ผล ที่เกี่ยวข้องกับนโยบายและกรอบการดำเนินงานทางด้าน Digital Economy ในข้อนี้ ท่านผู้อ่านคงสังเกตได้นะครับว่า นโยบายจะต้องมีหลักการและกรอบการดำเนินงานที่กำหนดทิศทางและวิธีการทำงานอย่างเป็นกระบวนการตามมิติทั้ง 5 ตามที่ได้กล่าวไว้ในข้อ 2 ข้างต้น และแน่นอนว่า หลักการบริหาร Digital Economy อย่างเป็นกระบวนการนั้น จะต้องเชื่อมโยงด้วยกระบวนการบูรณาการ ที่เชื่อมโยงระหว่างเป้าประสงค์ทางด้าน Digital Economy กับเป้าประสงค์ของประเทศ และขององค์กรที่เกี่ยวข้องทางด้าน IT และ Non-IT ซึ่งผู้อำนวยความสะดวกและผู้อำนวยการทางด้าน Digital Economy นี้ควรจะเข้าใจทั้ง 2 ภาพอย่างบูรณาการที่แยกกันไม่ได้

2. กระบวนการซึ่งมีเรื่องต่าง ๆ ที่จะกล่าวอีกมากมายในตอนต่อ ๆ ไป

3. โครงสร้างองค์กร

4. วัฒนธรรม จริยธรรม และพฤติกรรมในการทำงาน

ซึ่งในข้อ 2 – 4 นี้จะต้องมีความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้งและแยกกันไม่ได้ในทุกกระบวนที่เกี่ยวข้องกับหลักการ นโยบาย และกรอบการดำเนินงาน และยังจะต้องเชื่อมกับการบริหารจัดการทรัพยากร ที่มีปัจจัยเอื้อที่เกี่ยวข้องอีก 3 เรื่องด้วยกันคือ

5. การบริหารสารสนเทศ

6. กระบวนการบริหารโครงสร้างพื้นฐานและระบบงาน

7. การบริหารบุคลากร ทักษะด้านศักยภาพ ที่เป็นพื้นฐานสำคัญยิ่งในการขับเคลื่อนปัจจัยเอื้อทั้ง 7 นี้อย่างเป็นบูรณาการ

ดังนั้น นโยบายที่เกี่ยวข้องกับ Digital Economy จึงจะต้องเกี่ยวข้องกับหลักการของ Governance ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารและการจัดการอย่างเป็นระบบที่เรียกว่า “Digital Economy Management” อีกหลายกระบวนการ ซึ่งในขั้นตอนนี้ทางผู้อำนวยความสะดวก หรือผู้อำนวยการทางด้าน Digital Economy จะต้องทำหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการประเมินผล การสั่งการ และเฝ้าติดตาม ตามหลักการของ Governance อย่างแยกกันไม่ได้ แต่ความรับผิดชอบในกระบวนการ Management จะอยู่ภายใต้ร่มของ หลักการ Governance ที่เป็นความรับผิดชอบของรัฐฯ ที่มีผู้อำนวยความสะดวกหรือผู้อำนวยการมีหน้าที่รับผิดชอบตามสายงานที่เกี่ยวข้อง

ท่านผู้อ่านครับ ถึงตอนนี้ท่านผู้อ่านคงจะเห็นและเข้าใจตรงกันว่า กระบวนการ รวมทั้งบทบาทหน้าที่และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องและความสัมพันธ์กันนั้น มีเรื่องที่ท้าทายความเข้าใจของผู้อำนวยความสะดวก และผู้อำนวยการที่จะเชื่อมโยงไปยังการกำหนดนโยบาย ที่เกี่ยวข้องกับหลักการ และกรอบการดำเนินงานในเรื่องต่าง ๆ ข้างต้น อย่างมีนัยสำคัญยิ่ง และแน่นอนว่าจะเกี่ยวข้องกับทุกองค์ประกอบของปัจจัยเอื้อที่ก่อให้เกิดความสำเร็จที่ต้องมีการกำกับดูแลอย่างบูรณาการ และเชื่อมโยงกับการกำกับดูแลทางด้าน IT ระดับประเทศและระดับองค์กร และแน่นอนว่าจะต้องบูรณาการและเชื่อมโยงกับการกำหนดเป้าหมายและวิธีการที่ชัดเจน และจะนำไปสู่การกำหนดนโยบาย และหลักการปฏิบัติต่าง ๆ ทั้งหมดนี้เป็นกรอบกว้าง ๆ และเป็นเรื่องหลัก ๆ ของ Governance ที่เกี่ยวข้องกับ Digital Economy

ตอนต่อไปผมจะได้ขยายความในบางเรื่องที่เกี่ยวข้องกับบทบาทและหน้าที่ของผู้อำนวยความสะดวก หรือผู้อำนวยการที่รับผิดชอบในเรื่องของ Governance ในระดับหนึ่งว่า มีความเชื่อมโยงกับ Management ทางด้าน Digital Economy อย่างไร

ทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องน่าสนใจมากใช่ไหมครับว่า การก้าวไปสู่การเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน มั่งคั่ง มั่นคง จะสร้างความมั่นใจให้กับผู้มีส่วนได้เสียต่อโครงการ Digital Economy นั้น มีเรื่องที่ต้องคุยกันมาก เพราะจะนำไปสู่ความมั่นใจของความสำเร็จในนโยบาย Digital Economy ของประเทศครับ


Digital Economy in Thailand – เศรษฐกิจดิจิตอล (ตอนที่ 4)

มีนาคม 4, 2015

บางมุมมองของการกำกับและการบริหาร ก่อนก้าวสู่การกำหนดนโยบาย เศรษฐกิจดิจิตอล (ฺBeyond Digital Economy Perspective)

การเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจสู่ Digital Economy และแนวโน้มทางเทคโนโลยีที่พัฒนาก้าวหน้าอย่างรวดเร็วนั้น เป็นพลังอำนาจใหม่ของโลก ที่ประเทศไทยต้องก้าวตามไปให้ทัน และเมื่อถูกผลักดันจากนโยบายของรัฐ การพิจารณาความพร้อมของไทย เพื่อก้าวสู่การรองรับ Digital Economy เพื่อให้สัมพันธ์กับนโยบายเศรษฐกิจ Digital ของประเทศไทยและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้แนวโน้มใหม่ทางเทคโลโยยี่ ต้องอาศัยความเข้าใจในผลกระทบ ในมุมมองต่าง ๆ ของ Technology Trends และเป็นที่แน่นอนว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องภาครัฐที่เป็นผู้ขับเคลื่อนและเป็นผู้กำหนดนโยบาย Digital Economy นั้น  ควรจะได้เข้าใจในภาคการกำกับดูแลกิจการที่ดีทางด้าน IT หรือ IT Governance ซึ่งในปัจจุบันได้พัฒนาก้าวไปสู่การหลอมรวมระหว่าง ITG – IT Governance กับ Corporate Governance เป็นหนึ่งเดียวที่เรียกกันว่า Governance of Enterprise IT ซึ่งเป็นกรอบการบริหารการจัดการที่ดียุคใหม่ที่นำเอาวิสัยทัศน์ พันธกิจ วัตถุประสงค์ นโยบาย กลยุทธ์ ทางด้านIT มาผสมผสานกับแนวทางการบริหารจัดการที่ดีทางธุรกิจทุกประเภท และทุกขนาด และเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อน Digital Economy

สำหรับผมเองยังไม่แน่ใจว่าบทบาทภาครัฐนอกจากการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจดิจิตอล และการออกกฎหมายต่าง ๆ ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว ภาครัฐจะกำหนดบทบาทของตนเองในฐานะผู้นำ ผู้กำกับ ผู้ประเมินผล ผู้สั่งการ ผู้เฝ้าติดตาม ความสำเร็จของนโยบายนี้หรือ จะทำหน้าที่ในฐานะผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator)

การกำนหหดบทบาทและกรอบการดำเนินงาน Digital Economy ไม่ว่าจะในฐานะผู้กำกับฯ หรือกำหนดขอบเขตตนเองในหน่วยงานของภาครัฐ ให้เป็นผู้อำนวยความสะดวกก็ตาม ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยังจะต้องมีบทบาทและความรับผิดชอบ ในฐานะเป็นผู้กำหนดนโยบายในเรื่อง Digital Economy  กล่าวคือ บทบาทของผู้อำนวยความสะดวก หากรัฐจะกำหนดตนเองเช่นนั้น ผู้บริหารระดับสูง ควรเข้าใจและมีศักยภาพในการทำหน้าที่เป็น Facilitator ซึ่งควรรับผิดชอบ และสามารถสร้างความมั่นใจให้กับผู้มีผลประโยชน์ร่วม ทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ ที่ได้ดุลยภาพกับการสร้างคุณค่าเพิ่ม (Value Creation) ตามหลักการของ Governance ยุคใหม่  ที่ผู้บริหารระดับสูงที่ทำหน้าที่กำกับนโยบาย Digital Economy พึงกระทำใน 5 กระบวนการด้วยกันก็คือ

1. การสร้างความมั่นใจในการกำหนดกรอบการดำเนินงานการกำกับดูแล ให้กระบวนการทาง Digital Economy บรรลุสมประโยชน์ตามนโยบาย (ซึ่งควรจะมีกระบวนการสื่อสารและทำความเข้าใจให้ตรงกันทุกภาคส่วนอย่างแท้ัจริง

2. การสร้างความมั่นใจ ไม่ว่าในฐานะของผู้กำกับหรือไม่ว่าในฐาน Facilitator ว่าผู้มีผลประโยชน์ร่วมทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ จะได้รับประโยชน์และความพึงพอใจตามนโยบาย Digital Economy ในทุกมิติที่เกี่ยวข้อง

3. ทางรัฐฯ ยังจะต้องทำหน้าที่ในการกำกับดูแล IT ระดับประเทศ ที่สัมพันธ์กับการบริหารและการจัดการที่ดีระดับองค์กร ด้วยการประเมิน สั่งการ และเฝ้าติดตามในกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับความมั่นใจในการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม เพื่อให้แน่ใจว่าประเทศจะได้รับประโยชน์ตามกรอบการดำเนินงานและการกำกับดฤูแลที่ดี  ไม่ว่าในฐานะ Facilitator / ผู้อำนวยความสะดวก หรือผู้กำกับฯ ก็ตาม

4. สิ่งที่รัฐควรจะดำเนินการตามข้อ 1 – 3 อย่างเป็นกระบวนการนั้น จะต้องได้ดุลยภาพกับการสร้างความมั่นใจในการใช้ทรัพยากรให้ได้รับประโยชน์สูงสุด และสัมพันธ์กับความต้องการของผู้มีผลประโยชน์ร่วมที่เหมาะสม

5. ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในส่วนที่เกี่ยวข้องที่จะดำเนินงานอย่างเป็นกระบวนการ ในการบริหารและการจัดการให้เป็นไปตามนโยบายของเศรษฐกิจดิจิตอลนั้น จะต้องมีความมั่นใจในกระบวนการของความโปร่งใสต่อผู้มีผลประโยชน์ร่วม ที่ควรจะสัมพันธ์กับกระบวนการตาม ข้อ 1 – 4

จากกรอบกระบวนการต่าง ๆ สำหรับการควบคุมดูแล IT ทั้งในระดับองค์กร ที่อาจประยุกต์ได้กับกระบวนการ IT ระดับประเทศ ในมุมมองของ Digital Economy ที่เป็นระดับ High Level ของภาครัฐ ตามบทบาทและหน้าที่ ความรับผิดชอบ ตามที่ได้กล่าวข้างต้น จะส่งทอดบทบาทนี้ไปยังระดับรอง ๆ ลงไปให้กับผู้มีหน้าที่บริหาร จัดการ (Management) ในการวางแนวทาง การจัดทำแผน และการจัดระบบงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจจะเป็นได้ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ในการดำเนินงานให้เป็นไปตามนโยบาย กลยุทธ์ ทิศทางการพัฒนา ไปสู่ระดับการปฏิบัติตามโครงการและแผนงานต่าง ๆ ที่จะตามมาอย่างเป็นกระบวนการ และเป็นไปตามกรอบ และกระบวนการของการกำกับงานทางภาครัฐตามที่ได้กล่าวข้างต้น

กระบวนการกำกับทั้งภาครัฐและการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐบางส่วน ร่วมกับภาคเอกชน มีกระบวนการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องมากพอสมควร และตามความเห็นส่วนตัวของผม เป็นเรื่องท้าทายศักยภาพ  ความรู้ความสามารถ ความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ในการบริหารแบบบูรณาการ (Integrated Management)  ที่ผู้เกี่ยวข้องจะต้องเข้าใจบทบาท หน้าที่ ความรับผิดชอบ ในแต่ละกระบวนการ ทั้งในระดับการกำกับฯ และในระดับการบริหาร ที่เกี่ยวข้องกับ Digital Economy ทีควรจะมีคำจำกัดความอย่างชัดเจน ไม่กำกวม ที่จะสื่อความเข้าใจไปในกรอบที่อาจเรียกว่า ความสำเร็จเริ่มต้นจากการกำหนดเป้าหมาย/วัตถุประสงค์ที่ชัดเจน ตามหลัก SMART ที่ควรอยู่ในกรอบ และหลักเกณฑ์ของการกำหนดเป้าหมายที่ดี นั่นคือ 1. วัตถุประสงค์ต้องชัดเจน 2. วัดผลได้ 3. ปฏิบัติให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายได้ 4. มีกระบวนการทำงานที่สัมพันธ์กับวิสัยทัศน์ พันธกิจ นโยบาย กลยุทธ์ ทางด้าน Digital Economy และ 5. มีการกำหนดเวลาในการบรรลุเป้าหมายในแต่ละขั้นตอนและในแต่ละกระบวนการที่ชัดเจน

ขออธิบายด้วยแผนภาพตามที่กล่าวข้างต้นดังที่ผมเข้าใจดังนี้ครับ

Digital Economy Business and Technology Architecture

จากแผนภาพดังกล่าวผมจะได้ออกความคิดเห็นเพิ่มเติมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสร้างความเข้าใจ การสื่อสาร การกำกับดูแลกิจการทางด้าน IT ที่ดี และกระบวนการที่เกี่ยวข้อง ในการขับเคลื่อนพลังจาก IT Technology ไปสู่ Digital Economy และแน่นอนว่าเป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสารตามความเห็นของผม เพื่อก้าวไปสู่การกำหนดนโยบายทางด้าน Digital Economy ที่เหมาะสมต่อไป


Digital Economy in Thailand – เศรษฐกิจดิจิตอล (ตอนที่ 3)

กุมภาพันธ์ 23, 2015

เศรษฐกิจดิจิตอลกับข้อควรคำนึงพื้นฐาน ก่อนก้าวสู่การกำหนดนโยบาย

จากคำจำกัดความเรื่องเศรษฐกิจดิจิตอลหรือ Digital Economy ตามที่ได้กล่าวไว้ในตอนที่ 2 ผมเข้าใจว่า รัฐบาลและ/หรือหน่วยงานของรัฐ คงจะกำหนดนโยบายในเรื่องเศรษฐกิจดิจิตอล เพื่อให้เป็นกรอบในการดำเนินงาน และเป็นการชี้ทิศทางที่ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไปดำเนินงานให้เป็นรูปธรรมต่อ ๆ ไปนั้น การกำหนดกรอบการดำเนินงานสำหรับการกำกับดูแลและการบริหารการจัดการเศรษฐกิจดิจิตอลในภาพรวม ควรคำนึงถึงและเข้าใจปัจจัยที่เกี่ยวข้องที่ประเทศ องค์กร ผู้กำกับ ผู้บริหาร ควรพิจารณาในเรื่องนี้ก็คือ

  • การสร้างคุณค่าเพิ่มภายใต้กรอบเศรษฐกิจดิจิตอลที่มีผลต่อวิสัยทัศน์ พันธกิจ นโยบาย และกลยุทธ์ของประเทศ ที่จะพาประเทศไทยไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน และเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว
  • การบรรลุการปฏิบัติงานที่ดี ได้มาตรฐานในการดำเนินงานที่สอดคล้องกับการดำเนินงานทางด้านเทคโนโลยีสากล เพื่อให้การใช้งานเทคโนโลยีเป็นที่น่าเชื่อถือได้ และมีประสิทธิผล
  • การดูแลความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับ IT ที่มีผลกระทบต่อความเสี่ยงในการบรรลุเป้าหมาย และนโยบายทางด้านเศรษฐกิจดิจิตอล ให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้
  • จัดให้มีการดูแลรักษาระบบสารสนเทศในลักษณะการบริหารแบบบูรณาการ ที่ควรใช้หลักการของ Integrated GRC (iGRC – Integrated Governance + Risk Management + Compliance) ซึ่งผู้เขียนนโยบายและผู้ปฏิบัติงาน ควรเข้าใจในความหมายของคำว่า iGRC ที่ดี เพราะ G + R + C ไม่เท่ากับ GRC หรือ iGRC ซึ่งอธิบายอีกมุมหนึ่งได้ว่า ซีเมนต์นั้น ประกอบด้วย หิน + ปูน + ทราย แต่หากผสม หิน ปูน ทราย เข้าด้วยกันโดยขาดน้ำ ก็จะไม่เป็นซีเมนต์ น้ำในที่นี้นั้นคือความเข้าใจในการบริหารแบบบูรณาการระหว่างเป้าประสงค์ทางด้าน IT ที่ต้องเชื่อมโยงกับเป้าประสงค์ของประเทศ ขององค์กร เป็นต้น
  • กระบวนการบริหารแบบบูรณาการตามแบบ iGRC ตามที่กล่าวข้างต้นนั้น อาจจะอธิบายได้ง่ายขึ้น หากนำแนวทางการบริหารแบบบูรณาการที่ใช้กรอบ COBIT5 มาอธิบายภาพรวมของการบูรณาการ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้มีผลประโยชน์ร่วม ที่จะเกี่ยวข้องกับ COBIT5 Principles กับ COBIT5 Enablers และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องมาใช้เพื่อเป็นกรอบความคิด และประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับการพัฒนา Digital Economy ที่มี IT-Based เป็นหลักในการขับเคลื่อนไปสู่เป้าประสงค์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งความเข้าใจในการนำกรอบการดำเนินงานทั้งทางธุรกิจ และกรอบการดำเนินงานเพื่อก้าวสู่ Digital Economy สำหรับการกำกับดูแลบริหารจัดการ IT ที่สามารถใช้ได้กับทุกองค์กรและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เข้ากับกรอบการดำเนินงานที่นำไปสู่วิสัยทัศน์ พันธกิจ นโยบาย กลยุทธ์ ในการกำกับดูแลเพื่อการก้าวสู่ Digital Economy ได้เป็นอย่างดี
  • การดูแลรักษาระบบสารสนเทศให้มีคุณภาพสูง สามารถใช้สนับสนุนกระบวนการตัดสินใจในระดับต่าง ๆ ได้
  • ศูนย์สารสนเทศหลักของประเทศควรจะมีการดำเนินงานอย่างมาตรฐานสากลที่สามารถนำไปใช้ได้กับหน่วยงานต่าง ๆ ของภาครัฐและเอกชน และสามารถทำงานข้ามพรมแดนไปยังประเทศอื่น ๆ ในโลกเศรษฐกิจดิจิตอลได้
  • การดูแลต้นทุนทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และการให้บริการทางด้าน IT ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ โดยใช้สถาปัตยกรรมทางด้านคอมพิวเตอร์สนับสนุนกระบวนการบริหาร ที่สนองตอบความต้องการของผู้มีผลประโยชน์ร่วม ทั้งในระดับประเทศ และระหว่างประเทศ เพื่อสร้างคุณค่าเพิ่มในทุกมิติของการบริหารและการจัดการ ซึ่งได้แก่ การกำกับดูแลกิจการที่ดี (Governance) นั่นเอง
  • ควรเข้ัาใจและคำนึงถึงว่า การก้าวสู่ Digital Economy ของประเทศไทยนั้น เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่ควรจะมีความเข้าใจพื้นฐานที่ดี ในภาพองค์รวมของความต้องการของประเทศในทุกมิติ ที่สนองตอบความต้องการและเชื่อมโยงกับและเป็นประโยชน์ต่อภาครัฐและภาคเอกชน ทั้งในระดับภายในประเทศและต่างประเทศ
  • กรอบการดำเนินงานของ Digital Economy ควรพิจารณาถึงสภาพแวดล้อมที่มีอยู่และที่เปลี่ยนแปลงไป วัฒนธรรม จริยธรรม ในการทำงานที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก และจะมีผลกระทบต่อความเคยชินในแนวความคิด การปฏิบัติ รวมทั้งวิธีการดำเนินงาน ที่ต้องการความมุ่งมั่น และต้องการผู้นำในระดับต่าง ๆ ที่ควรจะพร้อมในการก้าวสู่ Digital Economy
  • ควรคำนึงถึงผลประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับจากการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน และเป็นประเทศที่เจริญแล้ว ภายในปี 2575 เป็นอย่างช้า นั่นคือ 100 ปี นับตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ตั้งแต่ พ.ศ. 2475 เพราะการกำหนดเป้าหมายดังกล่าว จะเป็นแนวทางการขับเคลื่อนของประเทศครั้งสำคัญที่จะถ่ายทอดวัตถุประสงค์ หรือเป้าหมายหลักของประเทศนี้ ไปสู่กระทรวง ทบวง กรม ต่าง ๆ ในภาครัฐ ที่เป็นผู้ผลักดัน Digital Economy ที่ควรจะมีการกำหนดพันธกิจ นโยบาย และกลยุทธ์ โดยมีแผนงานต่าง ๆ มาสนับสนุนในการพาประเทศไทยไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้วในยุค Digital Economy
  • Digital Economy ที่มี IT-Based เป็นพื้นฐานหลักที่สำคัญอย่างยิ่งยวดนั้น จะต้องมีความยืดหยุ่น ที่สามารถพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปตามวิวัฒนาการทางด้านเทคโนโลยี การปฏิบัติตามกฎหมาย กฎระเบียบ ข้อบังคับ ข้อตกลงตามสัญญา รวมทั้งมาตรฐานต่าง ๆ โดยการกำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้องและเหมาะสม ส่วนการกำหนดโยบายที่เกี่ยวข้องและเหมาะสมอย่างไรนั้น ก็มีความสำคัญอย่างมากที่ผู้เขียนนโยบายระดับประเทศทางด้าน Digital Economy นี้ควรจะเข้าใจภาพการบริหารโดยรวม ที่เกี่ยวข้องระหว่าง ความต้องการของผู้มีผลประโยชน์ร่วมที่เป็นผู้ผลักดัน ทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ
  • ความเข้าใจในความต้องการของผู้มีผลประโยชน์ร่วมตามที่กล่าวข้างต้นนั้น จะเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับ ในทุกมิติที่จะพาไปสู่พันธกิจ และวิสัยทัศน์ ที่สัมพันธ์กับดุลยภาพของการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม ควบคู่กับการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด นั่นคือ ปัจจัยที่สร้างคุณค่าเพิ่มให้กับความต้องการของผู้มีผลประโยชน์ร่วมอย่างแท้จริง ที่เราเรียกกันว่า Governance หรือการบริหารและการกำกับดูแลกิจการที่ดีในยุค Digital Economy
  • การกำหนดนโยบายทางด้าน Digital Economy จะเขียนในลักษณะสั้น ๆ หรือมีรายละเอียดที่เหมาะสมเพียงพอต่อการสร้างความเข้าใจ และมีการสื่อสารที่ตรงกันนั้น เป็นเรื่องที่มีความสำคัญยิ่งยวด และเป็นกระดุมเม็ดแรกของการติดเสื้อที่เรียกว่า Digital Economy ที่ควรจะเข้าใจถึงการผลักดันของผู้มีผลประโยชน์ร่วม ที่จะต้องถ่ายทอดจากหลักการ Governance มาสู่ เป้าหมายระดับประเทศ และเป้าหมายระดับองค์กร ในทุกมิติของกระบวนการจัดการ และจะต้องถ่ายทอดหรือส่งต่อเป้าหมายดังกล่าวไปยังเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับ IT ที่มีเป้าหมายสูงสุดคือ Digital Economy จาก IT-Based ที่มีคุณภาพและครอบคลุมในการก้าวไปสู่ความต้องการของผู้มีผลประโยชน์ร่วม และเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับ IT ดังกล่าวนั้น ยังจะต้องเชื่อมโยงหรือส่งทอดไปยังเป้าหมายของปัจจัยเอื้อที่ก่อให้เกิดความสำเร็จ และที่เกี่ยวข้องกับหลักการและนโยบายอีก 7 ประการด้วยกัน ซึ่งจะได้กล่าวในตอนต่อ ๆ ไป

Digital Economy_Asean ICT Master Plan

ความเข้าใจในการส่งทอดเป้าหมายของ Digital Economy ที่มีผลต่อการกำหนดนโยบายและประโยชน์ของการส่งทอดเป้าหมายบางประการ

เราคงไม่ลืมนะครับว่า Digital Economy เกิดขึ้นเพราะแรงผลักดันจากความก้าวหน้าของวิวัฒนาการทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และสภาพแวดล้อมของการแข่งขัน และมาตรฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่ทำให้ประเทศไทยเราได้รับการผลักดันจากอิทธิพล และผลกระทบของการบริหารงานยุคใหม่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะประเทศต่าง ๆ ในโลกมีการติดต่อกันอย่างใกล้ชิด ทางด้านเศรษฐกิจ การเงิน การค้า การบริการ รวมทั้งความมั่นคงและอื่น ๆ ต้องอาศัยเทคโนโลยีสารสนเทศ มาพิจารณาควบคู่กันไปกับความต้องการก้าวสู่วิสัยทัศน์ พันธกิจ นโยบายและกลยุทธ์ของประเทศ และขององค์กร ในเชิงธุรกิจ ในเชิงบริการ ในมุมมองของความมั่นคง และอืน ๆ

ดังนั้น การส่งทอดเป้าหมายของ IT-Based ที่มีการกำกับดูแลกิจการที่ดีทางด้าน IT ที่เป็นหนึ่งเดียวกับเป้าหมายของระดับประเทศ และขององค์กร รวมทั้งเป้าหมายในการติดต่อระหว่างประเทศ เช่น การเป็นหนึ่งเดียวของประเทศทั้ง 10 ประเทศในย่านเอเชียที่รวมเป็นหนึ่งเดียว ที่เรียกว่า AEC – Asean Economy Community ที่ได้เริ่มแล้วในปี 2558 นี้นั้น AEC ได้กำหนด Asean ICT Master Plan เรียบร้อยไปแล้วก่อนหน้านี้หลายปีนั้น ควรจะนำมาคำนึงถึงข้อตกลงดังกล่าวที่ควรจะมีการปรับปรุงให้เหมาะสมในการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อเป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารระหว่างกัน เช่น ในทางการค้า ก็มีการกำหนด NSW – National Single Window ไปสู่ ASW – Asean Single Window ซึ่งมีรายละเอียดที่เกี่ยวข้องค่อนข้างมาก และต้องอาศัยความเข้าใจอย่างแท้จริงในการเตรียมพื้นฐานทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศให้ได้มาตรฐาน และประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสม ทั้งในระดับประเทศและระหว่างประเทศของ Asean ซึ่งจะก้าวต่อไปสู่นานาประเทศในที่สุด

AEC_Asean ICT Master Plan 2015

กลับมาพูดถึง ประโยชน์ของการส่งทอดเป้าหมายของ Digital Economy ที่ใช้ IT-Based เป็นหลักกันต่อไปนะครับ การใช้ประโยชน์ของการส่งทอดเป้าหมายสรุปได้ดังนี้

  • เป็นปัจจัยสำคัญยิ่งที่จะช่วยจัดลำดับความสำคัญของการวางแผน การกำหนดโครงการ การนำไปใช้งาน การปรับปรุงให้ดีขึ้น และการให้ความเชื่อมั่นในการกำกับดูแลที่ดีทางด้าน IT และเป้าประสงค์รวม ในเชิงเศรษฐกิจ การเงิน ฯลฯ ในระดับประเทศ และในระดับองค์กร ที่อยู่บนพื้นฐานของวัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์ของประเทศและองค์กร และการบริหารความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องในทางปฏิบัติจริง และ
  • ทำให้การกำหนดเป้าหมายและวัตถุประสงค์ในภาพโดยรวมและภาพย่อยลงมา ในส่วนที่เกี่ยวข้องเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้สำหรับผู้บริหาร และผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องในระดับต่าง ๆ ทำให้การกำหนดเป้าหมายและนโยบายในระดับประเทศ ระดับองค์กรที่จะเชื่อมโยงไปยังกระทรวงต่าง ๆ และในโครงการต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน เกิดความเชื่อมั่นที่ดีต่อผู้มีผลประโยชน์ร่วม
  • กำหนดกรอบและกระบวนการสื่อสารที่ดีเพื่อสร้างความเข้าใจในทุกระดับของกระบวนการจัดการและการปฏิบัติงานที่ดีให้ชัดเจนว่า ปัจจัยเอื้อที่ก่อให้เกิดความสำเร็จในการบรรลุเป้าหมายของ Digital Economy ที่จะถ่ายทอดไปยังเป้าหมายและการประสานงานกันระหว่าง กระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง สามารถบรรลุเป้าหมายภายในกระทรวง หรือเป้าหมายในระดับองค์กร ที่มีผลต่อการบรรลุเป้าประสงค์หลักของ Digital Economy ภายใต้ IT-Based ได้อย่างไร
  • สำหรับการส่งทอดเป้าหมายของการบริหารจัดการแบบบูรณาการที่เชื่อมโยงระหว่าง IT กับเป้าหมายเชิงเศรษฐกิจฯ ระดับประเทศ ระหว่างประเทศ และระดับองค์กรนั้น ควรพิจารณาประเด็นย่อย ๆ ดังต่อไปนี้

– แต่ละองค์กรอาจมีการจัดลำดับความสำคัญของเป้าหมายที่แตกต่างกันได้ตามสภาพแวดล้อม และเวลาที่เปลี่ยนแปลงไป

– แต่ละองค์กรควรปรับแต่งความสัมพันธ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ให้มีลักษณะเป็นเฉพาะของตนเอง และควรสามารถเชื่อมโยงข้อมูลที่เกี่ยวข้องข้ามองค์กร และข้ามประเทศได้ โดยคำนึงถึงวัตถุประสงค์ และมิติของการบริหารและการกำกับดูแลกิจการที่ดีในการสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับผู้มีผลประโยชน์ร่วมเป็นสำคัญ

– กลยุทธ์ทางด้าน IT (Digital Econmy / IT-Based) ควรสอดคล้องและเป็นไปในแนวทางเดียวกับกลยุทธ์ที่นำไปสู่เป้าประสงค์หลักขององค์กร ของประเทศ และมาตรฐานระหว่างประเทศ ควรคำนึงถึงว่า การบรรลุเป้าประสงค์หลักทั้งทางด้าน IT และ Non-IT นั้น สามารถบริหารจัดการได้ ภายใต้กรอบของ Risk Appetite และ Risk Tolerance หรือความเสี่ยงที่ยอมรับได้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการส่งมอบบริการทางด้าน IT สามารถส่งมอบงานได้ตามความต้องการในเชิงธุรกิจหรือเป้าประสงค์หลักขององค์กร และของประเทศ และระหว่างประเทศภายใต้กรอบของ Digital Economy

– หน่วยงานที่รับผิดชอบทางด้าน IT หลักของประเทศและองค์กร ควรดูแลและจัดให้มีความคล่องตัวทางด้าน IT

– ควรสร้างความมั่นใจให้กับผู้มีผลประโยชน์ร่วม (Stakeholders) ในเรื่องความมั่นคงปลอดภัยของสารสนเทศ โครงสร้างพื้นฐานและการประเมินผล รวมทั้งระบบงาน

– การกำกับดูแลทางด้าน IT ที่ดีที่คู่กันไปกับการกำกับดูแลกิจการภายในระดับองค์กร และระดับประเทศนั้น ควรสร้างความพร้อมใช้ของสารสนเทศที่น่าเชื่อถือได้ และมีประโยชน์ในการบริหารและการตัดสินใจ ควรมีการสื่อสารให้ความรู้ ความเข้าใจให้กับผู้บริหารระดับสูง และผู้ที่เกี่ยวข้อง ถึงผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงาน และแนวความคิดใหม่ ที่ต้องมีการพัฒนาความรู้ ความเข้าใจทางด้าน IT ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ ภายใต้กรอบ Digital Economy ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับการริเริ่ม การดำเนินการให้สอดคล้องกับนโยบายทางด้าน Digital Economy เพื่อการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ทางด้านธุรกิจ และวัฒนธรรมในการทำงานที่เป็นเรื่องสำคัญยิ่งต่อความสำเร็จ ตามนโยบาย Digital Economy

โปรดติดตามในตอนต่อไปนะครับ ซึ่งผมจะกล่าวถึง ก่อนการก้าวสู่นโยบายทางด้าน Digital Economy ในทัศนะและมุมมองส่วนตัวของผม


Digital Economy in Thailand – เศรษฐกิจดิจิตอล (ตอนที่ 2)

มกราคม 8, 2015

เศรษฐกิจดิจิตอล คืออะไร? (What is Digital Economy)

ในตอนที่ 1 ของเรื่องเศรษฐกิจดิจิตอล หรือ Digital Economy in Thailand ที่ผมเข้าใจว่า ทางนายกรัฐมนตรีจะนำเสนอต่อรัฐสภา ภายในเดือนมกราคม 2558 ผมได้เกริ่นนำไปในลักษณะที่ว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจดิจิตอล ควรจะคำนึงถึงกรอบการกำกับและการบริหาร รวมทั้งการดำเนินงานในเรื่องหลัก ๆ อะไรบ้าง เพื่อตอบสนองวิสัยทัศน์ การก้าวไปสู่เศรษฐกิจดิจิตอลของประเทศไทย แต่สิ่งที่ผมได้กล่าวถึงไปนั้น อาจจะค่อนข้างเร็วไปเมื่อนึกไปว่า เรา/ผู้มีผลประโยชน์ร่วมที่เกี่ยวข้อง ซึ่งในที่นี้อาจจะง่ายขึ้น ถ้าผมจะกล่าวว่าผู้มีผลประโยชน์ร่วมในการก้าวสู่เศรษฐกิจดิจิตอลนั้นก็คือ ประชาชนคนไทยทุกกลุ่ม ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมไปทั้งชาวสวน ชาวนา ++ และผู้ที่เกี่ยวข้องที่ต้องติดต่อ ค้าขาย ให้บริการทั้้งภาคการเงิน และมิใช่การเงิน ++ จากต่างประเทศที่มีกิจกรรม ธุรกรรม การพาณิชย์ การอุตสาหกรรม รวมไปถึงวงการฑูต และอื่น ๆ ที่ไม่อาจจะกล่าวไว้ได้ ณ ที่นี้ทั้งหมด ที่เกี่ยวข้องกับการมีการใช้ ข้อมูล สารสนเทศ ที่ประมวลผลโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศจากทุกหน่วยงาน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนก็จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจดิจิตอลทั้งสิ้น นั่นคือ โลกยุคใหม่/ปัจจุบัน จะเป็นโลกของยุคดิจิตอลที่สามารถสร้างศักยภาพการผลิต การให้บริการ การค้า ความร่วมมือทุกระดับ ที่สามารถสื่อสารและสร้างคุณค่าเพิ่มให้แก่กันและกันได้อย่างมหาศาล ยกตัวอย่างง่าย ๆ คือทีวีปัจจุบัน ก็ใช้ดิจิตอล ซึ่งสามารถดูได้หลาย ๆ ช่อง มีภาพคมชัดมากยิ่งขึ้น การค้าขายยุคใหม่ อย่างเช่น การค้าขายระหว่างประเทศในกลุ่มอาเซียน – AEC นั้น  NSW – National Single Window ก็เป็นตัวอย่างที่ดี ที่สามารถเชื่อมโยงการค้าขายและการบริการ รวมทั้งการเดินเรือ และพิธีการทางศุลกากร ผ่านระบบงานที่สามารถสื่อสารข้อมูลทางการค้า ++ ผ่านระบบ NSW ซึ่ง ทุกประเทศในอาเซียน ก็ต้องมีการพัฒนาระบบงานทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่ให้ได้มาตรฐานและสื่อสารกันได้เป็นที่เข้าใจตรงกัน หากประเทศหนึ่งประเทศใดไม่สามารถพัฒนาระบบงาน NSW ตามมาตรฐานที่กำหนดร่วมกัน และเป็นสากล ก็จะมีปัญหาทางด้านศักยภาพการบริหารและการแข่งขัน รวมทั้งการให้บริการต่าง ๆ ที่จะมีต้นทุนสูงกว่าประเทศอื่น ๆ ที่มีศักยภาพทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น ในกรณีตามตัวอย่างนี้ก็ได้แก่ NSW เป็นต้น

ดังนั้น ความเข้าใจตรงกันของความหมายคำว่า เศรษฐกิจดิจิตอล และกระบวนการในการก้าวไปสู่ Digital Economy จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะประเทศไทยกำลังก้าวกระโดด จากการบริหารแบบ Silo – Based เป็นส่วนใหญ่ ทั้งในภาครัฐและภาคเอกชนนั้น กำลังถูกสภาพแวดล้อมยุคใหม่ทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ รวมทั้งมาตรฐาน กฎหมาย และกฎเกณฑ์ ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการบริหารและการดำเนินงาน ++ จะได้รับการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างมาก นี่คือบันไดก้าวแรก ที่ผมอยากจะกล่าวว่า ความเข้าใจของคำว่า เศรษฐกิจดิจิตอลนั้นคืออะไร มีผลกระทบอย่างไรต่อวิสัยทัศน์ พันธกิจ นโยบาย กลยุทธื แผนการดำเนินงาน งบประมาณ กระบวนการจัดการ การกำหนดเป้าหมายที่วัดได้ ปฏิบัติได้ มีกำหนดเวลาที่ชัดเจน ที่เกิดจากความเข้าใจในการสร้างคุณค่าเพิ่มของกระบวนการพัฒนาที่เรียกว่า “เศรษฐกิจดิจตอล” / Digital Economy

หากจะมีการจัดตั้ง National Data Center ของประเทศไทยในอนาคตอันใกล้ เจ้าภาพที่จะดำเนินการในเรื่องนี้ค่อนข้างชัดเจนว่า น่าจะได้แก่ EGA – Electronic Goverment Agency (e-Goverment Agency) หรือสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) (สรอ.) และกระทรวงใหม่ที่จะเกิดขึ้น ซึ่งอาจจะใช้ชื่อว่า กระทรวงดิจิตอล (Digital Ministry) หรือกระทรวงเศรษฐกิจดิจิตอล (Digital Economy Ministry) ซึ่งน่าจะเป็นเจ้าภาพหลักและเจ้าภาพรองตามลำดับในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ National Data Center ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับวิสัยทัศน์ พันธกิจ นโยบาย กลยุทธ์ และกระบวนการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่จะตามมาอีกมาก โดยเฉพาะกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุง แก้ไขกฎหมายเดิมในยุคอนาล็อค (Analog) ให้สอสดคล้องกับเศรษฐกิจดิจิตอล…

การบูรณาการความคิดกับความเข้าใจเพื่อสร้างคุณค่าเพิ่ม

อ้าว! ผมตั้งใจจะพูดถึงความหมายของเศรษฐกิจดิจิตอล (Digital Economy) และได้อารัมภบทเบื้องต้นให้เห็นผลที่จะเกิดขึ้นทางด้านบวก ที่จะยกระดับและศักยภาพการบริหารการจัดการในยุคเดิม (Analog) มาเป็นเศรษฐกิจดิจิตอลยุคใหม่ (Digital)

สำหรับผมเอง เข้าใจว่าเศรษฐกิจดิจิตอล (Digital Economy) อาจอธิบายได้ในหลายมุมมองดังต่อไปนี้ :-

  • เศรษฐกิจที่อยู่บนพื้นฐานทางด้านดิจิตอล และเทคโนโลยี เพื่อการขับเคลื่อนทุกมิติของเป้าหมายของเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับการเงิน การผลิต และการบริการ
  • เศรษฐกิจภายใต้สภาพแวดล้อมใหม่ ที่มีรากฐานและการขับเคลื่อน/ผลักดันจากเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพื่อสร้างคุณค่าเพิ่มและศักยภาพการแข่งขันในระดับสากล
  • เศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและการบริการ รวมทั้งการเงิน และกระบวนการบริหารการจัดการภายใต้มาตรฐาน และกระบวนการจัดการที่ดี เป็นสากล
  • เศรษฐกิจที่เกี่ยวกับการบริหารแบบบูรณาการในลักษณะ Integrated Single Framework ที่เชื่อมโยงทุกเป้าประสงค์ของรัฐ และเอกชน ที่มีกระบวนการบริหารในแบบบูรณาการ (Integrated Management)
  • เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนโดยผู้มีผลประโยชน์ร่วม ภายใต้สภาพแวดล้อมทางด้านเทคโนโลยีและการสื่อสาร ที่ผลักดันให้ประเทศ รัฐบาล และเอกชน มีการกำกับดูแลกิจการที่ดี ที่มีมาตรฐานจากการใช้เทคโนโลยีเพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายทุกมิติ

ความหมายของคำว่า Digital Economy ที่อาจจะกล่าวได้ในหลายมุมมองข้างต้นนั้น จะสะท้อนอย่างสำคัญไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อน Digital Economy ว่า ควรจะกำหนดกรอบการจัดการ กระบวนการดำเนินงาน ที่จะเริ่มต้นมาจากการกำหนดนโยบาย Digital Economy ในระดับประเทศ จากรัฐบาลที่น่าจะพิจารณาได้ว่า เป็นการปักธงหรือเป็นการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน เป็นรูปธรรม วัดผลได้ ปฏิบัติได้ และควรมีกำหนดเวลาในการบรรลุสู่เป้าหมายต่าง ๆ ที่ต้องมีการบูรณาการกันอย่างชัดเจน ระหว่างเป้าหมายที่เป็นมิติต่าง ๆ ของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ที่เชื่อมโยงกับเป้าหมายและกลยุทธ์ รวมทั้งการดำเนินงานทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ที่ควรจะถ่ายทอดอย่างชัดเจนไปยังกระบวนการทำงานแบบบูรณาการ และต้องสามารถเชื่อมต่อไปยังปัจจัยเอื้อที่ก่อให้เกิดความสำเร็จได้ (Enablers) ที่นำไปสู่วิสัยทัศน์ พันธกิจ นโยบาย กลยุทธ์ แผนงานต่าง ๆ ของทุกกระทรวง ทบวง กรม ในภาครัฐ ข้ามกระทรวง ข้ามสายงาน ที่สามารถเชื่อมต่อไปยังภาคเอกชน และจะต้องเชื่อมโยงต่อไปยังระดับประเทศที่ผ่านกลไก กระบวนการ ทางด้านเทคโนโลยีและการสื่อสารที่มีคุณภาพ สามารถติดตามร่องรอยการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Governance) ซึ่งนั่นก็คือการสร้างคุณค่าเพิ่มในระดับประเทศหรือในระดับองค์กร  โดยมีองค์ประกอบหลัก ๆ ก็คือ การประเมินผล การสั่งการ และการเฝ้าติดตามงานที่ชัดเจน ณ ที่นี้ก็คือ รัฐบาล และสามารถถ่ายทอดความต้องการนั้นมายังผู้บริหารงานที่เกี่ยวข้อง ในที่นี้ถ้าหากเป็นภาครัฐก็คือ กระทรวง ทบวง กรม นั่นเอง สำหรับภาคเอกชน ก็ดำเนินการผ่านคณะกรรมการ และผู้บริหารระดับสูงถ่ายทอดลงมายังผู้ปฏิบัติงานต่อ ๆ ไป

วัตถุประสงค์และวิธีการบรรลุวัตถุประสงค์

ความสำเร็จของการขับเคลื่อน เศรษฐกิจดิจิตอล ที่มาจากภาครัฐ โดยเริ่มจากการกำหนดนโยบาย Digital Economy ที่เป็นรูปธรรมนั้น เป็นเรื่องที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะหากนโยบาย Digital Economy ไม่ขัดเจนหรือไม่เพียงพอต่อกระบวนการบริหารและการจัดการ ที่ควรจะเข้าใจตรงกัน ถึงกระบวนการก้าวเดินจากยุคอนาล็อค ไปสู่ยุคดิจตอล อาจทำให้เกิดความสับสน และการไม่มีศักยภาพ ความสามารถในการเข่งขันระหว่างประเทศได้อย่างมีนัยสำคัญ สำหรับส่วนตัวของผม มีความเห็นว่า นโยบายของภาครัฐในเรื่องนี้ต้องชัดเจนในเป้าหมาย และวิธีการบรรลุสู่เป้าหมายที่สามารถวัดผลได้ ปฏิบัติได้ ก้าวเข้าสู่เป้าประสงค์ได้ และมีกำหนดระยะเวลาที่ชัดเจน

ในตอนต่อ ๆ ไป ผมจะออกความคิดเห็นในแนวทางการเขียนนโยบาย Digital Economy ที่อาจเขียนได้ในลักษณะกว้าง ๆ ยืดหยุ่น ที่จะมีความคล่องตัวในทางปฏิบัติ แต่จะมีปัญหาและความเสี่ยงที่ไม่อาจยอมรับได้ (Risk Appttite) และการบริหารทรัพยากรที่สิ้นเปลือง ในการก้าวสู่เป้าประสงค์ระดับประเทศ ที่จะมีปัญหาต่อเนื่องไปยังกระทรวง ทบวง กรม ในการกำหนดบทบาทให้เหมาะสม เพื่อก้าวสู่ Digital Economy และปัญหาที่อาจตามมาก็คือความล่าช้า หรือการมีศักยภาพที่จำกัด ที่จะมีผลต่อต้นทุน ศักยภาพการบริหารและการแข่งขัน หรือ

อาจเขียนนโยบายในลักษณะที่มีรายละเอียดชัดเจนถึงวิธีการก้าวไปสู่เป้าประสงค์ของนโยบาย Digital Economy เช่น การเขียนนโยบายที่เฉพาะเจาะจงที่ชัดเจนในเรื่องนี้ ควรจะเชื่อมโยงกระบวนการพัฒนาที่เป็นกรอบชัดเจน เช่น เป้าประสงค์ของประเทศที่ผ่านกระทรวง ทบวง กรม จะต้องเชื่อมโยงกับเป้าประสงค์ทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างแยกกันไม่ได้ หรือกลับกัน เป้าประสงค์ดังกล่าวจะต้องมีวิธีการเชื่อมโยงไปยังกระบวนการดำเนินิงาน ที่เชื่อมโยงไปกับเป้าประสงค์ ปัจจัยเอื้อที่่ก่อให้เกิดความสำเร็จ (Enablers) ตามที่ผมได้กล่าวแล้วในตอนที่ 1 เพราะหากขาดการเชื่อมโยงที่ชัดเจนตามที่กล่าวแล้วนั้น จะมีผลอย่างสำคัญต่อการสัมฤทธิ์ผลต่อเป้าหมายและนโยบายทางด้าน Digital Economy

ผมขอแบ่งปันแนวความคิดในเรื่อง Digital Economy ในตอนต่อ ๆ ไปนะครับ