วิวัฒนาการของการเรียนรู้และการพัฒนากับ EQ และ IQ บางมุมมอง

ผมไม่ได้คุยกับทุกท่านมานานในหมวดของคุยกับผู้เขียน วันนี้มีเรื่องเบา ๆ จะมาคุยกันนะครับ ในเรื่องของการวัดความสัมพันธ์ของตัวเราเองกับบุคคลอื่น ที่เราวัดด้วย EQ = Emotional Quotient ซึ่งก็คือ ความฉลาดทางอารมณ์ เป็นความสามารถในการรับรู้และเข้าใจอารมณ์ทั้งของตัวเอง และผู้อื่น ตลอดจนสามารถปรับหรือควบคุมได้อย่างเหมาะสมกับสภาพการณ์ ถึงแม้จะเป็นศักยภาพทางสมองเหมือนกันแต่ก็สามารถปรับเปลี่ยนเรียนรู้และ พัฒนาให้ดีขึ้นได้ ว่าเรามีความเข้าใจคนอื่นขนาดไหน และสามารถมีความสัมพันธ์กับเขาได้อย่างไร ซึ่ง Mr. Peter Scazzero ได้ศึกษาและแยกแยะลักษณะการสัมพันธ์ของตัวเราเองกับคนอื่น ซึ่งแสดงถึงระดับการเติบโตของตัวเราทางด้านอารมณ์ และการพัฒนาทางสมอง IQ = Intelligence Quotient ซึ่งก็คือ ความฉลาดทางสติปัญญา เป็นศักยภาพทางสมองที่ติดตัวมาแต่กำเนิด เปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ยาก โดยวัดได้จากอายุสมองเทียบกับอายุจริง ปกติควรอยู่ที่ 90-110 เป็นการวัดความสามารถทางคิดวิเคราะห์ ความสามารถทางวิชาการ วัดความจำ การอ่านเขียน คำนวณ แต่ไม่ได้วัดด้านอื่น ๆ เช่น ความคิดสร้างสรรค์ ทักษะต่าง ๆ ด้านการทำงาน ทักษะด้านการใช้ชีวิตประจำวัน ฯลฯ เพราะเมื่อมีการฝึกทางสมอง เราก็สามารถพัฒนา EQ ด้วยได้

 

Credit Photo : Forum DMC.TV

Credit Photo : Forum DMC.TV

 

ลองพิจารณาข้อสรุปการศึกษาของ Mr. Peter ในมุมมองของการประเมินตนเอง เพื่อพัฒนาระดับ EQ และ IQ และเพื่อให้รู้ว่า ทำไมบางคนถึงได้รับการยอมรับในองค์กร และวงการต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง และทำไมบางคนจึงไม่ได้รับการยอมรับ ทั้ง ๆ ที่คน 2 กลุ่มนี้อาจมีความสามารถที่เท่าเทียมกัน คำตอบเบื้องต้นเมื่อได้ศึกษาความหมายของ EQ และ IQ แล้ว ก็พอจะแยกแยะได้นะครับว่า ทำไมระดับ EQ และ IQ ที่แตกต่างกัน จึงนำไปสู่ความสำเร็จที่แตกต่างกันได้ ดังนี้

EQ ระดับเด็กอ่อน

  • เรียกร้องให้คนอื่นมาดูแล
  • เข้าใจโลกของคนอื่นได้ยาก
  • ขับเคลื่อนด้วยความต้องการ และการได้รับการตอบสนองทันที
  • ใช้คนอื่นเป็นทางเพื่อตอบสนองความต้องการของตน

EQ ระดับเด็ก

  • มีความสุขและพึงพอใจ ตราบใดที่ได้รับตามที่ต้องการ
  • ผ่านความผิดหวัง ความกดดัน และการทดสอบแล้วลืมเร็ว
  • มองความคิดเห็นแตกต่างของคนอื่น เป็นเรื่องของความไม่ถูกกันเป็นการส่วนตัว (Personal Offenses)
  • ขี้น้อยใจ บาดเจ็บง่าย
  • เมื่อไม่ได้อย่างใจ มีอาการที่แสดงออกมาทันที เช่น บ่น ถอย พยายามกดดัน ประชด แก้แค้น
  • ไม่สามารถถกเถียงในเรื่องความเห็นที่แตกต่างได้อย่างผู้ใหญ่ แต่ใช้อารมณ์กดดัน

EQ ระดับวัยรุ่น

  • มักรีบปกป้องตัวเอง
  • เกิดปฏิกิริยารุนแรงเมื่อถูกวิพากษ์วิจารณ์
  • จดจำว่าได้ทำอะไรให้ใครบ้าง และคาดหวัง หรือเรียกร้องการตอบแทน
  • ไม่มีความสามารถในการจัดการกับความคิดเห็นที่แตกต่างได้ มักโทษคนอื่น หรือยอมง่าย ๆ งอน หรือ หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า
  • หมกมุ่นแต่ในเรื่องของตัวเอง
  • ไม่สนใจที่จะรับฟังปัญหา ความเจ็บปวด ความผิดหวัง หรือความต้องการของคนอื่น
  • ไม่ไว้วางใจใครง่าย ๆ และมักพิพากษาคนอื่น

EQ ระดับผู้ใหญ่

  • สามารถสื่อสารสิ่งที่ตนเองต้องการ ชอบ หรือจำเป็นต้องมี ด้วยการพูดตรง จริง และชัดเจน
  • รู้ตัวว่าคิดอย่างไร รู้สึกอย่างไร ควบคุมความรู้สึกของตัวเองได้ และรับผิดชอบความคิดของตัวเองได้
  • เมื่อมีความกดดัน สามารถอธิบายความเชื่อ และยึดมั่นในหลักการได้ โดยไม่ปะทะทางอารมณ์
  • ให้เกียรติคนอื่นได้ แม้แขาแตกต่าง
  • ให้โอกาสคนที่ทำผิดพลาด และไม่คาดหวังเขาอย่างเกินความเป็นจริง
  • เห็นคุณค่าของคนทุกคน เพราะเขาเป็นคน ไม่ใช่เพราะเขาทำอะไรให้
  • ยอมรับความจริง รู้ตัวว่ามีจุดอ่อน จุดแข็งอย่างไร และสามารถพูดได้อย่างเปิดเผยและจริงใจ
  • รู้จักตนเองดี รู้ตัวเสมอเมื่อมีอารมณ์ต่าง ๆ อย่างไร เพราะอะไร และจะควบคุมได้อย่างไร
  • สามารถแก้ไขความขัดแย้งได้อย่างมีสติ สามารถเห็นมุมมองของคนอื่นได้ และเจรจาตกลงกันได้

ตามเกณฑ์ของ EQ ทั้ง 4 ระดับข้างต้น แทบไม่น่าเชื่อว่า ผู้ใหญ่ที่มีภูมิความรู้ที่ดีที่ประสบความสำเร็จในการศึกษา แต่มีลักษณะทางอารมณ์ในลักษณะเพียงเทียบเท่าระดับวัยรุ่น หรือเผลอ ๆ เป็น EQ ระดับเด็ก ดังนั้น การนำเสนอข้อมูลในที่ประชุม หรือในการเรียน การสอน ในสถานที่ศึกษา รวมทั้งในสถานที่สัมมนาต่าง ๆ เมื่อมีคำถามที่ค่อนข้างท้าทายจากผู้ฟัง หรือจากผู้ร่วมประชุม ผู้มีความรู้ที่ผ่านการศึกษาที่ดี กลับใช้อารมณ์ และความรู้สึกในการสื่อสารกับผู้ฟังและผู้ตั้งคำถามในลักษณะที่ขาดความคิด และการให้เกียรติต่อผู้อื่นอย่างผู้ใหญ่ที่มีระดับ EQ สูง ดังนั้น ความก้าวหน้าของบุคคล ทั้ง 2 กลุ่มนี้ จะมีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก เมื่อเวลาได้ผ่านไป ผู้บังคับบัญชาก็จะทราบถึงความแตกต่างถึงบุคคลที่มี EQ และ IQ แตกต่างกันนี้เป็นอย่างดี

ลองดูภาพวิวัฒนาการของการใช้ความคิด ที่เริ่มจากความจำ (Remember) แบบเด็ก ๆ ไปสู่การสร้างคุณค่าเพิ่ม (Value Creation) ซึ่งเป็นการพัฒนาการเรียนรู้ขั้นสูงสุดที่สามารถสร้างคุณค่าเพิ่มจากนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่เขา Create ขึ้นได้ ในช่วงต่อไปนี้ ผมกำลังจะก้าวเข้าไปพูดถึงการพัฒนาการศึกษาไทย ซึ่งทุกท่านคงพอจะได้ยินได้ฟังมาแล้วนะครับว่า ระดับการศึกษาของไทยอยู่ในระดับเกือบจะต่ำที่สุดของเอเซียก็เพราะ แนวการเรียนการสอน ยังคงอยู่ในระดับพื้นฐานเบื้องต้นอยู่มาก นั่นคือ การเรียนแบบจดจำ แต่ไม่ได้เข้าใจ (Understand) อย่างแท้จริงถึงเรื่องราวที่ได้เรียนหรือได้ศึกษามา ดังนั้น นักศึกษาไทยจำนวนไม่น้อย จึงไม่สามารถก้าวไปสู่การวิเคราะห์ การประเมินผล การสร้างคุณค่าเพิ่ม ที่เป็นรูปธรรมได้อย่างที่นานานอารยะประเทศประสบความสำเร็จในการพัฒนาคนของเขา ให้อยู่ในระดับเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างคุณค่าเพิ่ม (Value Creation)

Credit Photo : uasean.com

Credit Photo : uasean.com

ลองดู Taxanomy ต่อไปนี้ จะเข้าใจและเป็นการอธิบายในตัวของมันเองว่า การพัฒนาการศึกษาของไทย ควรจะมีกรอบและการยกระดับของการศึกษาอย่างไร จากระดับพื้นฐานคือ “Remember” ไปสู่ระดับ “Create” คือการสร้างคุณค่าเพิ่มจากความรู้ความเข้าใจ จากการวิเคราะห์ และจากการประเมินสภาพแวดล้อมต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ

Blooms-Vs.-DOK1

 

เครดิตข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ EQ และ IQ จาก ดร.พัชราภรณ์ วงษา

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: