การประเมินตนเองเพื่อควบคุมความเสี่ยง – CSA / Controls Self Assessment ตอนที่ 4 – ประโยชน์ของ CSA และข้อควรคำนึงถึง

เมื่อมีการนำ CSA มาใช้ในการประเมินตนเองเพื่อควบคุมความเสี่ยงขององค์กร นอกจากจะต้องเข้าใจในเรื่องการเปลี่ยนแปลงหลาย ๆ อย่างภายในองค์กร ดังที่ได้กล่าวถึงในครั้งที่แล้ว การเปลี่ยนแปลงจากการนำ CSA มาใช้ และการเคลื่อนไหวของ CSA โดยทั่วไป จะก่อให้เกิดประโยชน์และข้อควรคำนึงถึงเป็นจำนวนมาก ประโยชน์และสิ่งที่ควรคำนึงถึงนี้อาจมองได้หลายมุมมอง เช่น ประโยชน์ต่อองค์กรการตรวจสอบภายใน ประโยชน์ต่อกระบวนการทางธุรกิจ อุปสรรคจากการนำ CSA มาปรับใช้ เป็นต้น ซึ่งผมจะขอกล่าวถึงประโยชน์ของ CSA โดยหลัก ๆ ดังนี้

1. CSA ช่วยให้พนักงานสายงานหลักในทุกระดับมีความเข้าใจและคาดการณ์ถึงหน้าที่ความ รับผิดชอบ และสามารถตรวจสอบประสิทธิผลของการควบคุมความเสี่ยงและการบริหารความเสี่ยง ได้อย่างถูกต้องมากขึ้น CSA ประกอบด้วยส่วนประกอบด้านการศึกษาที่สำคัญ ที่ช่วยให้พนักงานสายงานหลักเกิดความเข้าใจเรื่องความเสี่ยงและการบริหาร ความเสี่ยงได้ดีขึ้น ในฐานะที่เป็นผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงต่อการปฏิบัติงานโดยผู้อำนวยความสะดวก ตัวอย่างเช่น การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและโอกาสในการสอนงาน ในท้ายที่สุด ผู้ตรวจสอบจะเปลี่ยนแปลงทัศนคติและความเข้าใจของทีม เรื่องการควบคุมความเสี่ยงและความเสี่ยงที่อาจเป็นประโยชน์อย่างมากในการทำ CSA

2. เกิดการการปฏิบัติที่ถูกต้องมากขึ้น เนื่องจากผู้มีส่วนร่วมในการทำ CSA เกิดความเป็นเจ้าของในผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น การประชุมเชิงปฏิบัติการ และการตรวจสอบแบบดั้งเดิมที่ล้มเหลวในด้านการสร้างความเข้าใจ หรือการกล่าวถึงสิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการบริหาร จะนำไปสู่ข้อเสนอแนะที่ไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้ ซึ่งจะสร้างผลลัพธ์ในทางลบให้กับ CSA การนำไปสู่ความสับสน และเกิดความขัดแย้งระหว่างพนักงานสายงานหลักและผู้บริหาร

3. CSA จะจัดเตรียมประเด็นที่สำคัญที่ครอบคลุมกว้างขวางเนื่องจากผู้เชี่ยวชาญ ทีมงานสามารถเน้นไปยังความเสี่ยงและการควบคุมความเสี่ยงได้อย่างรวดเร็ว

4. CSA ช่วยปรับปรุงการสื่อสารในทุกระดับเนื่องจาก การประชุมเชิงปฏิบัติการ ประกอบด้วยหลาย ๆ องค์ประกอบ เช่น ที่ตั้ง แผนก หน้าที่ และบุคลากรทุกระดับ

5. CSA สอนให้ผู้มีส่วนร่วมทราบถึงวิธีการวิเคราะห์และรายงานการควบคุมภายใน ดังนั้นจึงช่วยเพิ่มความตื่นตัวเรื่องการควบคุมให้เกิดขึ้นทั่วทั้งองค์กร ซึ่ง CSA จะช่วยในการปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางการควบคุมขององค์กร โดยช่วยเพิ่มความตระหนักถึงวัตถุประสงค์ขององค์กรและบทบาทของการควบคุมภายใน อันจะทำให้เกิดผลสำเร็จตามเป้าหมายและวัตถุประสงค์ รวมถึงการจูงใจให้บุคลากรทำการออกแบบหรือนำกระบวนการควบคุมไปปฏิบัติอย่าง ระมัดระวัง และมีการปรับปรุงกระบวนการดำเนินการควบคุมอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ CSA ยังมีประโยขน์ในด้านอื่น ๆ คือ ช่วยให้ผู้ตรวจสอบเน้นไปยังเนื้อหาความเสี่ยงในระดับสูงเท่านั้น และยังมุ่งความสนใจไปยังความพยายามในการตรวจสอบแบบดั้งเดิมในเรื่องดังกล่าว ด้วย อีกทั้งการประชุมเชิงปฏิบัติการด้าน CSA จะช่วยให้เกิดการเตรียมตัวอย่างไม่เป็นทางการ หรือการควบคุมร่วมกันที่ยากต่อการประเมินด้วยการตรวจสอบแบบดั้งเดิม

นอกเหนือจากประโยชน์ในการทำ CSA แล้ว ยังมีข้อควรคำนึงถึงหรืออุปสรรคในการบรรลุผลสำเร็จ ดังนี้

1. บุคลากรจะต่อต้านการเปลี่ยนแปลงแ ละการนำ CSA มาใช้นั้นได้แสดงให้เห็นว่า เป็นการเปลี่ยนแปลงสำหรับทั้งผู้ตรวจสอบและผู้ถูกตรวจสอบ หลายองค์กรจึงอาจค่อย ๆ ยอมรับวิธีการใหม่นี้อย่างช้า ๆ

2. ฝ่ายบริหารอาจไม่เชื่อว่าพนักงานสายงานหลักจะสามารถรับผิดชอบงานด้านการควบ คุม และการบริหารความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิผล โดยอาจมองว่า CSA เป็นเพียงการเปลี่ยนของงาน (วิธีการที่ผู้ตรวจสอบภายในมอบให้พนักงานสายงานหลักเข้ามาทำงานด้านการตรวจ สอบเอง) ในกรณีนี้ผู้บริหารจะส่งเสริมให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง นั่นก็คือผู้ตรวจสอบภายใน เป็นผู้มีหน้าที่ความรับผิดชอบเรื่องความเสี่ยงและการควบคุมความเสี่ยง และไม่ได้มอบหน้าที่ความรับผิดชอบให้กับตัวพนักงานสายงานหลักเหล่านั้นเอง

3. การอภิปรายอย่างเปิดเผยอาจเป็นการเปิดองค์กรให้เกิดความเสี่ยงทางกฎหมาย ถ้าการอภิปรายนั้นได้เปิดเผยถึงการกระทำที่ไม่ถูกกฎหมาย ความรุนแรงของนโยบายด้านจริยธรรม หรือประเด็นอื่น ๆ ผู้อำนวยความสะดวกอาจจำเป็นที่จะต้องตัดสินใจว่า การประชุมเชิงปฏิบัติการต้องหยุดลงหรือดำเนินการต่อไป หรือวิธีที่จะกระจายผลลัพธ์นั้นออกไป

4. ผลของ CSA อาจไม่ถูกต้องเนื่องจากผู้มีส่วนร่วมไม่มีความรู้ที่ดีพอหรือไม่เปิดเผย หรือผู้อำนวยความสะดวกไม่ได้รับสาเหตุที่เป็นรากเหง้าของประเด็นนั้นอย่าง แท้จริง

5. ในหลายวัฒนธรรมไม่เป็นวัฒนธรรมเปิดและไม่มีการเปิดเผย และการอภิปรายอย่างเปิดเผยทำให้การประชุมเชิงปฏิบัติการไม่ได้รับปัจจัยนำ เข้าที่เชื่อถือได้

6. ความสามารถในการควบคุมและการบริหารความเสี่ยง จะเกี่ยวข้องกับการผึกอบรมเพิ่มเติมให้กับพนักงาน และการเพิ่มความผูกพันในการรักษากระบวนการ CSA ให้ทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิผลและทันเวลา

7. ในกรณีศึกษาส่วนใหญ่ เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภายในไม่มีทักษะทางด้านการเป็นผู้อำนวยความสะดวกและการเป็นผู้สอน

8. การเปลี่ยนแปลงอย่างมีคุณภาพโดยรวม การพัฒนาองค์กร และบุคลากรที่นำการประชุมเชิงปฏิบัติการมาใช้อำนวยความสะดวกในการทำงาน โดยอาจมอง CSA ว่าเป็นการบังคับ เนื่องจากมีการใช้เครื่องมือที่มีลักษณะเหมือนกันหลาย ๆ เครื่องมือ

9. ท้ายที่สุดแล้วจะเกิดคำถามว่าผู้ตรวจสอบภายใน หรือผู้ถูกตรวจสอบเป็นเจ้าของ CSA ผู้อำนวยการการตรวจสอบจะทำการตลาด และบูรณาการ CSA มาใช้ในองค์กรได้อย่างไร ถ้าไม่มีการบริหารจัดการที่ดี

แม้ว่าได้มีการพิจารณายอมรับให้นำ CSA มาใช้เป็นเครื่องมือในการประเมินผลกันมากขึ้น แต่ก็ยังมีประเด็นที่ต้องคำนึงถึงอีกหลายประการที่ผู้มีส่วนร่วมใน CSA ยังมีความแตกแยกกันในเรื่องที่ว่า อะไรคือวิธีที่ดีที่สุดในการดำเนินการประเมินตนเอง ในที่นี้เราจะเรียกว่าเป็นข้อขัดแย้ง ถ้าได้ทบทวนรายละเอียดของแนวทางด้าน CSA ขององค์กรหลาย ๆ องค์กร จะพบความแตกต่างหลายประการ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าแนวทางของใครดีหรือไม่ดี เป็นเพียงความแตกต่างที่เกิดขึ้น ความยืดหยุ่นและความแตกต่างของประสบการณ์จาก CSA นี้จะแสดงให้เห็นว่ามีหลายวิธีที่จะนำไปประยุกต์ใช้ให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งผมจะนำมาเล่าสู่กันฟังในครั้งหน้านะครับ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: