รากแก้วแห่งความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยได้ถูกทำลายลงไปแล้ว!?!

สวัสดีปีใหม่ท่านผู้อ่านทุกท่านครับ ผมไม่ค่อยมีความสุขมากนักในช่วงปีใหม่นี้ มิใช่เพราะเรื่องส่วนตัว แต่เป็นเพราะเรื่องข่าวคราวความน่าเชื่อถือ ความเชื่อมั่น ความไว้วางใจ ที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อประเทศ ทั้งในระดับประเทศ และระหว่างประเทศ ซึ่งน่าจะเกิดจาก Policy Risk + Regulatory Risk + Compliance Risk + Strategic Risk อันเกิดจากกรณีมาบตาพุด + การยกเลิกสัญญาหวยออนไลน์ + การสั่งรื้อสัญญาสัมปทาน BMCL และอื่น ๆ

ทั้ง ๆ ที่หน่วยงานผู้กำกับภาครัฐได้ลงนามหรืออนุมัติ จัดทำสัญญา ให้ก่อสร้าง ให้ดำเนินการตามข้อตกลงต่าง ๆ ไปแล้ว ในที่สุดก็มีการให้ระงับการก่อสร้างโครงการต่าง ๆ ที่มาบตาพุด ยกเลิกหวยออนไลน์ที่มีสัญญาให้ติดตั้งตู้ออนไลน์ 1.2 หมื่นตู้ หรือสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน เพื่อหวังคุมค่าโดยสารจูงใจประชาชนให้ใช้บริการ ทั้ง ๆ ที่น่าจะพิจารณาเรื่องนี้ก่อนที่จะให้สัมปทาน โดยหน่วยงานของรัฐและผู้ที่เกี่ยวข้องได้อ้างว่า การดำเนินการดังกล่าว รวมทั้งการแก้ไขสัญญาไม่กระทบกระเทือนต่อความเชื่อมั่นของเอกชนที่ลงทุนกับรัฐ รวมทั้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทบทวนวงเงินจ้างที่ปรึกษาอีกครั้ง ++++++

เหตุการณ์โดยสรุปข้างต้นตามเนื้อข่าวในสื่อต่าง ๆ นั้น มีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความเชื่อมั่น ความน่าเชื่อถือ ความไว้วางใจ การเคารพกติกาและกฎเกณฑ์ของสังคม ตามหลักการบริหารและการจัดการที่ดี ที่ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังเครดิตของประเทศ ที่ประเทศไทยของเราจะมีต้นทุนทางเศรษฐกิจ และการเงิน จากความไม่น่าเชื่อถือของประเทศเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล สร้างความเสียเปรียบในการแข่งขันระดับชาติ และระดับองค์กร ที่เป็นตัวเงิน และไม่ใช่ตัวเงิน ทั้งในระยะสั้นและในระยะยาวอย่างประมาณค่าไม่ได้

ในหลักการของการกำกับดูแลกิจการที่ดี ซึ่งทางรัฐบาลได้ออกพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 ที่ประกอบไปด้วยหลักการบริหารความเสี่ยง การควบคุมภายใน และการสร้างประสิทธิผลและประสิทธิภาพในมุมมองต่าง ๆ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้มีผลประโยชน์ร่วม หรือ Stakeholders เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในระดับองค์กร และในระดับประเทศนั้น ไม่น่าเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ เพราะหากมีการนำหลักการบริหารความเสี่ยงที่เชื่อมโยงกับวิสัยทัศน์ และพันธกิจของประเทศแล้ว สิ่งที่ทางการได้ดำเนินการมา น่าจะขัดแย้งอย่างรุนแรงกับหลักการบริหารความเสี่ยง ที่จะก่อให้เกิดความเสียหายที่ไม่อาจยอมรับได้ (Risk Appetite) ทั้งนี้อาจพิจารณาได้จาก การตัดสินใจใด ๆ ที่มองต่างมุมที่ต่างคาบเวลากัน หรือมองต่างมุมและตีความที่แตกต่างกัน จากหน่วยงานกำกับที่มีอิสระแตกต่างกันของภาครัฐ ก็มีผลแตกต่างกันในทางปฏิบัติอย่างมากมาย

หากหน่วยงานภาครัฐมีการบริหารความเสี่ยงภายใต้หลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี เหตุการณ์ดังกล่าวข้างต้น ภายใต้กรอบการบริหารความเสี่ยง และความเสียหายที่ยอมรับได้ หรือยอมรับไม่ได้ ในมุมมองต่าง ๆ จะต้องมีการพิสูจน์อย่างชัดเจน และมีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ ภายใต้ร่ม Corporate Governance – CG ที่มีผลต่อ Global Governance จากการดำเนินงานของภาครัฐที่เรียกว่า Public Governance และ Social Governance ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารความเสี่ยงในมิติต่าง ๆ ตามที่ผมเคยได้กล่าวไปแล้ว และอาจจะนำมาทบทวนอีกในบางมุมมองในทางสร้างสรรค์ต่อไป

ผลที่ตามมาของกรณีข้างต้นที่ปรากฏเป็นข่าวตามมา ซึ่งแสดงถึงผลสะท้อนของการไม่ปฏิบัติตามกติกาของสังคม ทั้งในระดับสากล และในระดับประเทศ ก็คือ ข่าวจากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับที่ 7777 วันพฤหัสบดีที่ 7 มกราคม 2553 ที่กล่าวว่า “เจโทรรับต้นเหตุมาบตาพุด – จี้รัฐแก้ปัญหาภายใน 3 เดือน ญี่ปุ่นเมินลงทุนไทยชาติแรก” ตามมาด้วยข่าว “จีเทค” ขู่ฟ้องรัฐบาล 1.2 หมื่นล้าน กรณีรัฐบาลสั่งยกเลิกหวยออนไลน์ เป็นการตอกย้ำถึงความไม่น่าเชื่อถือของประเทศไทยในสายตาของสังคม ทั้งในและต่างประเทศ

ประเทศไทยจะหวังอะไร หากคนในชาติ และนานาชาติ ขาดความเชื่อมั่น หรือไม่เชื่อถือ ไม่ไว้วางใจในนโยบายของชาติ และการปฏิบัติตามกฎหมาย กฎเกณฑ์ที่มีต่อกันแล้วเป็นลายลักษณ์อักษร +++

นอกเหนือจากเหตุการณ์ความไม่สงบ หรือความไม่เรียบร้อยของบ้านเมือง ทั้งทางการเมือง การปกครอง และความมั่นคง ที่มีข่าวคราวน่าสงสัยในเรื่องมาตรฐานการดำเนินงานที่แตกต่างกัน +++ ซึ่งก็ส่งผลอย่างร้ายแรงต่อความเชื่อมั่น ตามหลักการปฏิบัติที่เท่าเทียมกัน การดำเนินการอย่างโปร่งใส +++ ตามหลักธรรมาภิบาล

ผลกระทบต่อความไม่เชื่อมั่นเพียงอย่างเดียว ก็จะนำมาซึ่งความล้มเหลวของประเทศในระยะยาวไปอีกนาน ถึงแม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหรือไม่ก็ตาม ประเทศที่มีความเจริญและมั่งคั่งทางเศรษฐกิจจะต้องมีความมั่นคง และเสถียรภาพทางการเมือง ตัวอย่างเช่น ประเทศมาเลเซียใช้การเมืองนำเศรษฐกิจ เพราะหากการเมืองมั่นคงหรือนิ่ง ความเชื่อถือหรือเชื่อมั่นก็จะเกิดขึ้น ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและการดำเนินงานในภาพรวม

สำหรับกรณีของไทยเรา นอกเหนือจากความไม่มั่นคงทางการเมือง และความแตกแยกทางความคิด และการกระทำในรูปแบบต่าง ๆ ที่เห็นได้ชัดเจนแล้ว เรายังมีความไม่มั่นคงทางด้านความเชื่อถือ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อการพัฒนาประเทศ เปรียบเสมือนหนึ่งรากแก้ว ซึ่งเป็นหลักของต้นไม้ใหญ่ได้ถูกทำลาย หรือเสียหายอย่างมากต่อการดำเนินงานที่เป็นไปตามกติกาของสังคม

ผมมีความเห็นส่วนตัวว่า การให้น้ำหนักความสำคัญของความเชื่อถือระหว่างประเทศต่อประเทศไทย น่าจะมีความสำคัญและมีน้ำหนักมาก ในกระบวนการบริหารและการจัดการบริหารความเสี่ยง เพื่อสร้างดุลยภาพในการเติบโตอย่างยั่งยืนตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี ซึ่งทางการน่าจะเป็นผู้นำและปฏิบัติได้ดีในภาคปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม โดยนำกระบวนการบริหารความเสี่ยงตามหลักการของ COSO – ERM และหลักการของ GRC – Governance + Risk Management + Compliance ซึ่งเป็นการเน้น Integrity – Driven Performance มาขับเคลื่อนความน่าเชื่อถือ และเป็นตัวอย่างที่ดีในการบริหารความเสี่ยงตามกลไกที่รัฐบาลมีอยู่แล้วให้เป็นรูปธรรมต่อไป

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: