จิตสำนึกผิดชอบ/มโนธรรม เป็นเครื่องชี้นำพฤติกรรมและการตัดสินใจที่สำคัญ เพื่อนำไปสู่สันติสุขของบุคลากรและของประเทศโดยรวม

วันนี้ ผมจะพูดเรื่อง จิตสำนึกผิดชอบ ซึ่งรู้จักกันง่าย ๆ ว่าคือ มโนธรรม ที่จะนำไปสู่การสร้างความสามัคคีของคนในชาติ และสังคมของประเทศ ซึ่งกำลังตกต่ำถึงขีดสุดอยู่ในช่วงเวลา เป็นที่ทราบกันดีอยู่ทั่วไป ทั้งในและต่างประเทศแล้วนั้น

ประเทศของเรากำลังต้องการผู้บริหาร และผู้นำในองค์กรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ การขับเคลื่อน ความเข้าใจ และความสามัคคีของคนในชาติ ที่ไม่มีการแบ่งแยกก๊ก แยกเหล่า จากพื้นฐานความระแวง ความเกลียดชัง และมีเป้าหมายที่แตกต่างกันในแต่ละกลุ่ม หัวข้อเรื่องจิตสำนึกผิดชอบ ชั่วดี จึงเป็นหัวข้อที่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง ที่จะทำให้ผู้มีหน้าที่ต้องตัดสินใจในการขับเคลื่อนสันติสุขและความไพบูลย์ของชาติ ได้เข้าใจและเชื่อมโยงเรื่องนี้เข้ากับหลักการบริหารและการจัดการที่ดี ที่ปัจจุบันก็ยังเป็นนามธรรมมากกว่ารูปธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การนำไปปฏิบัติ ซึ่งเกี่ยวข้องกับหลักการบริหารบ้านเมืองที่ดี 7 ประการ ที่สัมพันธ์กับหลักการของ Corporate Governance 7 ประการ

กล่าวโดยทั่วไป มนุษย์มีจิตสำนึกผิดชอบ จิตสำนึกผิดชอบชั่วดีนี้ มนุษย์ทุกคนมีความตระหนักอยู่กับใจ แต่การแสดงออกมักสนองตอบที่อาจตรงกันข้ามตามสภาพแวดล้อม และทางวัฒนธรรมของแต่ละคน และของแต่ละกลุ่มอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น ความเข้าใจของจิตสำนึกผิดชอบ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ผมจะขอกล่าวต่อไป โดยข้อความส่วนใหญ่มาจากหนังสือ Meet Your Conscience ที่แต่งโดย Warren W. Wiersbe ซึ่งได้กล่าวมาแล้วในตอนต้น ๆ

นักวิทยาศาสตร์พยายามคิดค้นและเสาะหาว่า จิตสำนึกผิดชอบนี้มาจากไหน และก็ได้มีทฤษฎีผิด ๆ ขึ้นหลายทฤษฎีที่อธิบายว่า ต้นกำเนิดของจิตสำนึกผิดชอบพัฒนาขึ้นมาอย่างไร บางคนกล่าวว่า จิตสำนึกผิดชอบนั้น เกิดจากสิ่งที่เป็นภูมิหลังของเรา เป็นส่วนหนึ่งของการวิวัฒนาการ มนุษย์มีการวิวัฒนาการมานับหลายศตวรรษ และจิตสำนึกผิดชอบก็วิวัฒนาการตามมาด้วยกัน วิวัฒนาการทางกายภาพนั้น ชาล์ส ดาวิน เจ้าของหนังสือ The Descent of Man ยังกล่าวว่า “สิ่งที่ทำให้มนุษย์แตกต่างจากสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ มากที่สุด ก็คือ สำนึกด้านจริยธรรม หรือ จิตสำนึกผิดชอบ” ดาวินเองไม่สามารถอธิบายได้ว่า จิตสำนึกผิดชอบนี้มาจากไหน

จิตสำนึกผิดชอบไม่ใช่ผลพวงของการวิวัฒนาการ และไม่ใช่สิ่งที่มาจากภูมิหลังของเรา ไม่ได้มาจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวเรา ข้าพเจ้าได้ยินการกล่าวอ้างว่า จิตสำนึกผิดชอบนั้นเป็นเพียงการสรุปรวบยอดมาตรฐานต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวเรานั่นเอง

นักปรัชญาที่ชื่อ โชเป็นเฮาวร์ กล่าวว่า จิตสำนึกผิดชอบนั้นประกอบด้วย “ความกลัวหนึ่งในห้า ความงมงามหนึ่งในห้า ความลำเอียงหนึ่งในห้า อีกหนึ่งในห้าเป็นความเพ้อพก และที่เหลืออีกหนึ่งในห้ามาจากจารีตประเพณี” กล่าวอีกนัยหนึ่ง จิตสำนึกผิดชอบตามความคิดของผู้นี้เป็นเหมือนกับ “ยำรวมมิตร” ซึ่งคน ๆ นั้นนำเอาสิ่งต่าง ๆ รอบ ๆ ตัวในสังคมของคนมาประกอบเข้าด้วยกัน

จริงอยู่ สังคมมีส่วนวางมาตรฐานให้แก่เรา แต่สังคมไม่ได้เป็นผู้ให้จิตสำนึกผิดชอบแก่เรา เราทราบว่าจิตสำนึกผิดชอบเป็นองค์ประกอบที่ตอบสนองต่อมาตรฐานที่เรามีอยู่ แต่จิตสำนึกผิดชอบไม่ได้เป็นผู้สร้างมาตรฐานนั้น เช่นเดียวกันกับที่มาตรฐานนั้นไม่ได้สร้างจิตสำนึกผิดชอบ แต่ก็ไม่ได้เป็นแหล่งสร้างความสว่าง เมื่อคนเรามีธรรมเนียมที่ต่างกัน และมาตรฐานที่ต่างกันในที่ต่าง ๆ ทั่วโลก จิตสำนึกผิดชอบของเราก็ยังทำงานเหมือนกัน ไม่ว่าเราจะอยู่ในที่แห่งใดก็ตาม

จิตสำนึกผิดชอบไม่ได้เกิดจากภูมิหลังของเรา หรือมาจากรอบ ๆ ตัวของเรา หรือแม้แต่มาจากในตัวของเรา มีจิตแพทย์จำนวนมาก ต้องการให้เราเชื่อว่า เราเป็นผู้สร้างจิตสำนึกผิดชอบ ซึ่งเป็นเพียงผลพลอยได้จากการเลี้ยงดูและอบรมสั่งสอนของพ่อแม่เรา

จิตสำนึกผิดชอบเป็นปรากฎการณ์ที่เป็นสากล ปรากฎในทุกที่ทุกแห่งทั่วโลก จึงต้องมีแหล่งกำเนิดแหล่งเดียวกัน และที่มาแหล่งเดียวกันนี้คือพระเจ้า หรือผู้ที่เราเคารพศรัทธา และบูชา ที่ได้ทรงประทานจิตสำนึกไว้ในดวงในของมนุษย์ทุกคน ดังนั้นเราจึงต้องระมัดระวังว่า เราจะทำอย่างไรกับจิตสำนึกผิดชอบของเรา เพราะว่าเป็นของประทานจากเบื้องบนให้แก่พวกเราทุกคนโดยไม่เลือกเชื้อชาติและศาสนา

จิตสำนึกผิดชอบเป็นเครื่องชี้นำพฤติกรรมของเรา นี่เป็นเหตุผลที่ว่าจิตสำนึกผิดชอบมีความสำคัญอย่างไร จิตสำนึกผิดชอบเป็นเครื่องชี้นำการกระทำของเรา ในเรื่องการสร้างความสามัคคีและความสมานฉันท์แห่งชาติ เราควรจะใช้จิตสำนึกผิดชอบเป็นเครื่องชี้นำในการดำเนินงานของกลุ่มต่าง ๆ หากเราสามารถให้จิตสำนึกผิดชอบของเรา ซึ่งทุกคนจะรู้อยู่แก่ใจว่าอะไรดี อะไรเลว แล้ว เราจะต้องมีแนวทางและมาตรฐานที่ถูกต้องเป็นเครื่องนำทาง

จิตสำนึกผิดชอบเสริมสร้างความสามัคคี ท่ามกลางความคิดเห็นที่แตกต่างกันของคนในชาติ แต่สิ่งนี้จะเกิดได้ยาก หากมาตรฐานของจิตสำนึกผิดชอบของคนในชาติ ยังแบ่งแยกเป็นกลุ่ม ๆ แบ่งแยกเป็นสีต่าง ๆ ก็จะก่อให้เกิดปัญหาในด้านความสามัคคีของคนในชาติ ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้ประสบการณ์ และความคิดเห็นของตนเองหรือพวกพ้องเป็นสำคัญ โดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์หรือเป้าประสงค์ของชาติเป็นหลัก คนที่มีจิตสำนึกเข้มแข็งก็ก่อให้เกิดปัญหาขึ้นได้ แต่ส่วนมากปัญหาในระดับต่าง ๆ มักจะมาจาก คนที่มีจิตสำนึกอ่อนแอมากกว่า

ดังนั้น จิตสำนึกผิดชอบส่งผลต่อการเป็นพลเมืองที่ดีของเราทุกคน หากเรานำจิตสำนึกผิดชอบนี้ ไปใช้ร่วมกับจริยธรรม และจรรยาบรรณในการทำงาน ซึ่งเป็น Soft Control ผสมผสานกันไปกับ Hard Control ที่พูดถึงการปฏิบัติตามกฎหมาย กฎเกณฑ์ และกติกาของบ้านเมืองและสังคมได้อย่างลงตัว เพื่อก้าวไปสู่การบรรลุวัตถุประสงค์ของการสร้างสันติสุขและสามัคคีของคนในชาติแล้วละก็ โอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการดำเนินตามกลยุทธ์นี้ ก็จะเป็นไปได้สูงมาก

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: