การบริหารภาวะวิกฤตเป็นการบริหารปลายเหตุที่ใช้ต้นทุนสูงมาก

เมษายน 1, 2010

การบริหารในภาวะวิกฤตกับการบริหารความเสี่ยงมีความแตกต่างกันมาก ภาวะวิกฤตจะมีให้จัดการน้อย ถ้าองค์กรหรือประเทศมีการบริหารความเสี่ยงที่ดี หากหน่วยงานระดับสูงมีการบริหารความเสี่ยง ซึ่งเป็นการบริหารเชิงรุกอย่างแท้จริง และเป็นไปตามหลักการสากล ภาวะวิกฤตของประเทศที่ไม่ต้องการให้เกิดขึ้น ก็อาจถูกจัดการอย่างเป็นระบบได้ก่อนจะมีปัญหาให้แก้ไข ซึ่งอาจตามมาด้วยวิกฤตของประเทศหรือองค์กรที่เป็นปัญหาแก้ได้ยาก และเกิดความเสียหายขึ้นมาได้ในที่สุด และความเสียหายในหลายมุมมองเป็นความเสียหายที่ประเทศไม่น่ายอมรับได้ หากมีการกำหนดระดับความเสียหายที่ประเทศยอมรับได้ (Risk Appetite) เช่นเดียวกับหลักการบริหารองค์กรที่มีประสิทธิภาพ ภาวะวิกฤตจะลดน้อยลงอย่างแน่นอน ถ้าไม่มีการกำหนด Risk Appetite ก็แสดงว่ามีปัญหาที่กระบวนการบริหารและกลยุทธรวมทั้งนโยบายการบริหารที่น่าจะมีปัญหาตามมา

หากทุกฝ่ายที่เป็นกลุ่มสี(ถ้ามี)ยึดผลประโยชน์ของชาติเป็นตัวตั้ง แล้วถอยมาดูความต้องการของแต่ละฝ่ายและ กลับไปดูตัวตั้งที่ใช้เป็นโจทย์หลักคือผลประโยชน์ของชาติในระยะยาวและ ลดความเสียหาย ที่ไม่น่ายอมรับได้ผRisk Appetite)ในปัจจุบันในทุกมุมมองลงไปให้ได้ ผมมั่นใจว่าไปได้สวยนะครับ
แต่ถ้าแต่ละฝ่ายพิจารณาโจทย์จากผลประโยชน์ของกลุ่ม โดยไม่มองผลประโยชน์ระดับชาติ คงแก้ไขปัญหาได้ยากและคนไทยรวมทั้งคนต่างชาติ ที่หวังดีต่อไทยก็คงกังวลและเศร้าใจต่อไปอีกนาน นั่นหมายถึงต้นทุนของความไม่ปรองดองและความไม่เข้าใจต่อภาพรวมของที่ชาติต้องการอบย่างแท้จริง

หากเราตั้งใจจะลดความเสียหายของชาติทั้งปัจจุบันและอนาคต เราคงต้องมุ่งการแก้ไขปัญหาทุกอย่างไปในทิศทางที่ประเทศชาติเราได้ประโยชน์อย่างแท้จริงในอนาคต มากกว่าการคำนึงถึงผลประโยชน์เพียงของกลุ่มที่มีความเห็นตรงกันเท่านั้น เพราะโอกาสจะสำเร็จจะติดอยู่ที่วังวนของทัศนคติที่แตกต่างกัน การสร้างและฟื้นฟูความเชื่อมั่นของชาติจึงควรพิจารณาจากภาพใหญ่หรือผลประโยชน์สูงที่สุดของชาติเสมอ นั่นคือแก้ไขและจัดการปัญหาไปในทิศทางที่…ชาติจะได้ประโยชน์เป็นสำคัญโดยพยายามรักษากติกาของสังคมอย่างได้ดุลยภาพที่แท้จริงและพิสูจน์ได้ตามหลัก CG ที่ต้องคำนึงถึงเป้าประสงค์โดยรวมที่ประเทศไทยต้องการไปให้ถึงให้จงได้ และพิจารณาว่า มีปัจจัยใดที่เป็นอุปสรรคในการบรรลุเป้าหมายนั้น ที่เราต้องช่วยกันควบคุม จัดการความเสี่ยงให้เหมาะสม และยอมรับได้

Six Thinking Hats เป็นเทคนิคที่มีความสำคัญและมีประสิทธิภาพมาก พัฒนาโดย Edward de Bono ใช้ประโยชน์เป็นกรอบการทำงานที่คำนึงถึงความคิดหลายรูปแบบ โดยมีอุปมาอุปมัยว่า หมวกทั้งหกสี เพื่อแสดงถึงความคิดประเภทต่างๆที่แตกต่างกันไป มีประโยชน์ในการทำการประเมินตนเอง เพื่อการบริหารความเสี่ยงเพื่อการบรรลุเป้าหมายระดับต่างๆ ที่เรียกกันว่า CSA-Control Self Assessment และช่วยให้ผู้เกี่ยวข้องมีมุมมองที่กว้างขึ้นตามแต่สถานการณ์ สถานการณ์ปัจจุบันของไทยเราขณะนี้ มีแนวความคิดหลายแบบและเป็นเช่นสีของหมวกทั้งหกครับ

ดังนั้น ผู้นำของประเทศและผู้บริหารของทุกองค์กร ควรได้ทำความเข้าใจกับความคิดที่แตกต่างกันของแต่ละบุคคลและของแต่ละกลุ่ม เพื่อเชื่อมโยงความคิดที่แตกต่างนั้น นำมาสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับองค์กรและของประเทศให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายตามที่ต้องการ เช่น การพิจารณาความคิดเห็นที่แตกต่างกันของผู้ที่เกี่ยวข้องโดยใช้หลักการ หมวก 6 สี ให้เป็นประโยชน์ในการทำ Control Self Assessment – CSA ผู้ดำเนินการหรือผู้อำนวยความสะดวกที่ทำหน้าที่ด้านนี้ ก็จะสามารถสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับองค์กรได้เป็นอย่างดี


ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.