การประเมินตนเองเพื่อควบคุมความเสี่ยง – CSA / Controls Self Assessment ตอนที่ 2

เมษายน 11, 2012

เมื่อกล่าวถึงการประเมินตนเองเพื่อควบคุมความเสี่ยง (Control Self-Assessment : CSA) การประเมินตนเองเพื่อควบคุมความเสี่ยงถือเป็นเครื่องมือช่วยพัฒนาสมรรถภาพ ขององค์กรให้สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ทางธุรกิจได้ง่ายขึ้น โดยอาจทำออกมาในรูปแบบของการประชุมเชิงปฏิบัติการ หรือการประชุมที่ฝ่ายตรวจสอบภายในเป็นผู้อำนวยความสะดวกให้

การประชุมเชิงปฏิบัติการอาจประยุกต์ออกมาเป็นโครงการ กระบวนการ หน่วยธุรกิจ หน้าที่ หรือระดับพื้นฐานอื่น ๆ ที่มีการระบุวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน การประชุมเชิงปฏิบัติการที่เกิดขึ้นจะเกี่ยวข้องกับบุคลากรที่มีหน้าที่รับ ผิดชอบโดยตรงต่อการบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กร และเป็นผู้ที่ออกแบบการประเมินเพื่อการตรวจสอบ การประเมินความเสี่ยง และรายงานความเป็นไปได้ของการบรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์

แต่ก่อนจะลงลึกไปในรายละเอียดของการทำ CSA หรือการประเมินตนเองเพื่อควบคุมความเสี่ยงโดยผู้ตรวจสอบภายใน ผมจะขออธิบายถึงความหมาย หรือคำจำกัดความของ CSA เพื่อความเข้าใจที่ตรงกันในภาพโดยรวมดังนี้ ครับ

ผู้ตรวจสอบภายในเป็นกลุ่มส่วนใหญ่ที่ริเริ่มนำ CSA มาใช้ในองค์กร CSA จึงเป็นเครื่องมือสำหรับองค์กรทั้งหมด องค์กรจะได้รับประโยชน์จาการนำ CSA มาใช้เป็นเครื่องมือในการประเมินตนเองอย่างแพร่หลาย ประกอบกับการยอมรับการนำ CSA มาใช้เป็นเครื่องมือในการประเมินตนเองของแผนกที่มีความเชี่ยวชาญอื่น ๆ เช่น แผนกทรัพยากรมนุษย์ หรือการพัฒนาองค์กรที่ได้มีการจัดการประชุมเพื่ออำนวยความสะดวกขึ้นมา อันจะทำให้ให้สามารถมองเห็นแนวคิด CSA กันมากขึ้น

วัตถุประสงค์ของ CSA คือการช่วยให้องค์กรสามารถประเมินความเป็นไปได้ในการบรรลุวัตถุประสงค์ของ องค์กร โดยจะช่วยในการให้ความรู้แก่ผู้ปฏิบัติงาน ที่มีหน้าที่รับผิดชอบต่อการบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กร CSA เป็นกระบวนการเชิงรุกที่สนับสนุนให้ทีมงานมีการประเมิน และสามารถให้คำแนะนำสำหรับการปรับปรุง เพื่อเพิ่มโอกาสในการบรรลุวัตถุประสงค์ ทีมงานในที่นี้ก็คือกลุ่มของพนักงานที่ทำงานเกี่ยวกับวัตถุประสงค์หรือเป้า หมายโดยทั่วไป

คำจำกัดความของ CSA
ความหมายที่เป็นทางการของ CSA นั้นมีหลายความหมาย สำหรับความหมายที่สถาบันผู้ตรวจสอบภายใน (Institute of Internal Auditors : IIA) ได้พัฒนาขึ้นมาโดยอาศัยความร่วมมือจากองค์กรและที่ปรึกษาที่เกี่ยวข้องกับ CSA นั้นสามารถพิจารณาได้เป็น 2 ความหมายดังนี้

1. ความหมายที่พัฒนาขึ้นในปี 1995 โดย Glenda Jordan
องค์กรที่ใช้การประเมินตนเองเป็นกระบวนการที่มีการรวบรวมเอกสารอย่างเป็นทาง การ ที่ซึ่งผู้บริหาร และ/หรือทีมงานได้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับหน้าที่ทางธุรกิจ ดังนี้

- พิจารณาประสิทธิผลของกระบวนการนำมาใช้แทนที่ และ
- ตัดสินใจในเรื่องที่แน่ใจว่าจะเป็นโอกาสในการบรรลุวัตถุประสงค์ทางธุรกิจบางประการหรือทั้งหมดได้อย่างสมเหตุสมผล

คำบางคำในความหมายดังกล่าวอาจใช้คำอื่นเข้ามาแทนเพื่อให้เกิดความเน้นย้ำ มากขึ้นได้ เช่น คำว่า “พิจารณาประสิทธิผล” อาจแทนด้วยคำว่า “ประเมินประสิทธิผล” เพื่อเป็นการตอกย้ำกระบวนการประเมินผลที่เรียกในชื่อว่าการประเมินตนเอง เพื่อควบคุมความเสี่ยง และคำว่า “กระบวนการแทนที่” อาจใช้คำว่า “การควบคุมภายใน” ดังนั้นการควบคุมจึงเป็นสิ่งที่ต้องปฏิบัติเพื่อให้เกิดการบรรลุวัตถุ ประสงค์องค์กร

ในความหมายนี้ใช้คำว่าผู้บริหาร และ/หรือทีมงาน(ไม่ใช้คำว่าผู้ตรวจสอบภายใน) เป็นผู้ประเมินการควบคุมภายใน นั่นก็คือใช้คำว่า “ตนเอง” ในการประเมินตนเองเพื่อควบคุมความเสี่ยง และทำให้มีการปรับเปลี่ยนบทบาทจากแบบดั้งเดิมที่ผู้ตรวจสอบภายในเป็นผู้ ประเมินประสิทธิผลของการควบคุมแทนเพื่อให้เกิดการบรรลุวัตถุประสงค์ การกล่าวว่า “กระบวนการที่มีการรวบรวมเอกสารอย่างเป็นทางการ” ประกอบด้วยสองกระบวนการหลัก หรือรูปแบบของการประเมินตนเอง อันได้แก่ การประชุมเชิงปฏิบัติการ และการสำรวจ ซึ่งทั้งสองอย่างนี้เป็นการประเมินที่ผู้บริหารและ/หรือทีมงานเข้ามาเกี่ยว ข้องโดยตรงกับการบรรลุวัตถุประสงค์ทางธุรกิจ

2. ความหมายที่ตีพิมพ์ใน IIA ในปี 1998
CSA เป็นกระบวนการที่ใช้ในการตรวจสอบและประเมินผลของฝ่ายตรวจสอบภายในอย่างมี ประสิทธิผล เป็นการทำให้เกิดความแน่ใจว่าได้มีการเตรียมการเพื่อทำให้วัตถุประสงค์ทั้ง หมดนั้นสามารถบรรลุผลสำเร็จได้

ในความหมายที่สองนี้ CSA ยังคงประกอบด้วยขอบเขตที่กว้างขวางเหมือนกับความหมายแรก นั่นคือคำว่า “วัตถุประสงค์ทางธุรกิจทั้งหมด” ซึ่งจะเป็นการเชื่อมโยงระหว่างการควบคุมภายในที่มีประสิทธิผลกับการบรรลุ วัตถุประสงค์

ความหมายทั้งสองอย่างนี้ไม่ได้มีการกล่าวถึงคำว่า “ความเสี่ยง” แม้ว่าการประเมินความเสี่ยงจะเป็นหัวใจสำคัญของการทำ CSA เนื่องจากการรวมคำว่าความเสี่ยงไว้ใน CSA เป็นผลพลอยได้ ถ้ายอมรับแนวคิดเรื่องความสัมพันธ์ของวัตถุประสงค์ ความเสี่ยงและการควบคุมความเสี่ยง ดังนั้น การนำการประเมินการควบคุมความเสี่ยงมาใช้เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีการพิจารณาถึงเรื่องของความเสี่ยงที่อาจเป็นตัว ขัดขวางการบรรลุผลสำเร็จของวัตถุประสงค์

ดังนั้นเมื่อคุณเน้นไปที่เรื่องของความเสี่ยงหรือการควบคุมความเสี่ยง ตั้งแต่แรกในการประเมินกระบวนการแล้ว คุณก็ไม่สามารถที่จะประเมินสิ่งหนึ่งโดยปราศจากความเข้าใจถึงสิ่งอื่น ๆ ได้ ตัวอย่างเช่น เมื่อจะกล่าวถึงแบบจำลองทางธุรกิจพื้นฐานที่ประกอบด้วยความสัมพันธ์ระหว่าง องค์ประกอบต่าง ๆ ทั้งหมด 3 ประการ ในขั้นแรกจะต้องเข้าใจวัตถุประสงค์ เพื่อที่จะประเมินความเสี่ยงของความล้มเหลวในการบรรลุวัตถุประสงค์ ต่อมาก็นำความเสี่ยงมาบริหารให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ โดยการเพิ่ม การลด หรือการดัดแปลงการควบคุมความเสี่ยงต่าง ๆ ในขณะที่ได้ตัดสินใจให้ผู้หนึ่งเข้ามาเน้นย้ำให้กับคนอื่น เพื่อให้บรรลุความต้องการในระยะสั้นของการประชุมเชิงปฏิบัติการ ควรจะต้องมีการนำผลลัพธ์ที่ได้กลับไปสู่เนื้อหาของแบบจำลองธุรกิจด้วย

แม้ว่าความหมายที่กล่าวมานี้ได้มีการแสดงให้เห็น CSA มากขึ้น แต่ก็ยังยากที่จะนำไปใช้ เมื่อมีคำถามว่า CSA คืออะไร ก็อาจตอบไปว่าเป็นวิธีการที่จะช่วยให้องค์กรบรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ ที่กำหนดไว้นั่นเอง

สิ่งที่ทำให้ CSA เป็น CSA
CSA ต่างจากรูปแบบการตรวจสอบประเภทอื่นอย่างไร เป็นคำถามที่ผู้ตรวจสอบหรือผู้ที่กำลังเรียนรู้เรื่อง CSA อาจต้องหาคำตอบ สิ่งที่ทำให้ CSA ต่างจากรูปแบบการตรวจสอบประเภทอื่น สามารถพิจารณาได้ดังนี้ บางส่วนอาจมีความขัดแย้งกันเนื่องจาก CSA และการตรวจสอบแบบดั้งเดิมมีความแตกต่างกันจากองค์กรหนึ่งสู่อีกองค์กรหนึ่ง

- พนักงานสายงานหลัก ไม่ใช่ผู้ตรวจสอบภายใน เป็นผู้ประเมินการควบคุมภายใน
- หน่วยงานต่าง ๆ ในองค์กรสามารถทำการประเมินตนเองได้เอง โดยไม่ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของฝ่ายตรวจสอบภายใน
- เครื่องมือที่ช่วยในการประเมินตนเองซึ่งอาจเป็นสิ่งใหม่สำหรับผู้ตรวจสอบภาย ใน เช่น ทักษะการอำนวยความสะดวก การสำรวจ การลงคะแนนแบบไม่ออกนาม หรือหน่วยโครงการอื่น
- การประเมินตนเองเป็นวิธีที่ดีกว่าในการประเมินแบบไม่เป็นทางการ หรือการควบคุมอย่างไม่เป็นทางการที่ต้องอาศัยความร่วมมือ และการมีส่วนร่วมของคณะผู้ตรวจสอบมากกว่าการตรวจสอบแบบดั้งเดิม
- เรื่องเกี่ยวกับทีมงานหรือผู้ถูกตรวจสอบจะปรากฏในรายงาน CSA มากกว่าผู้ตรวจสอบภายใน
- อาจมีการนำการประชุมเชิงปฏิบัติการมาใช้เพื่อสอนการประเมินความเสี่ยง และการออกแบบการควบคุมภายในให้กับทีมงาน
- บทบาทของผู้ตรวจสอบภายในคือเป็นผู้อำนวยความสะดวกและผู้ให้คำแนะนำ ในเรื่องเกี่ยวกับแนวคิดและความคิดด้านความเสี่ยงและการควบคุมความเสี่ยง
- ผู้ถูกตรวจสอบส่วนใหญ่ชอบ CSA มากกว่ากระบวนการตรวจสอบแบบดั้งเดิม
- ผู้บริหารเข้ามามีส่วนร่วมมากกว่าเข้ามาตรวจสอบ
- เป็นวิธีการสร้างความเป็นไปได้ของผลลัพธ์เกี่ยวกับการมีส่วนร่วมและการให้ความร่วมมือของ CSAที่ดีกว่า

ความแตกต่างเหล่านี้ไม่ใช่ลักษณะเฉพาะของ CSA เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในการตรวจสอบแบบดั้งเดิม ส่วนการประเมินความเสี่ยงและการควบคุมความเสี่ยงสิ่งที่ผู้ปฏิบัติงานเป็น ผู้ดำเนินการ และเป็นการประเมินโดยไม่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบภายใน จึงจะเป็นลักษณะเฉพาะของ CSA อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นเรื่องที่มีความท้าทายแต่การปฏิบัติของผู้ตรวจสอบ บางกลุ่มในประเด็นเหล่านี้ก็ยังมีความแตกต่างกันอยู่ จึงควรที่จะสรุปความแตกต่างของ CSA กับการตรวจสอบแบบดั้งเดิมออกมาให้ชัดเจน

ถ้ามีการตรวจสอบองค์กรที่นำ CSA มาใช้จะพบว่า แต่ว่าละองค์กรมีความแตกต่างหลักในการทำ CSA ผู้ที่เริ่มนำ CSA ไปปฏิบัติในปลายทศวรรษที่ 1980 ก็จะมีมุมมองด้าน CSA ที่แตกต่างออกไป องค์กรที่เริ่มนำ CSA มาใช้ใหม่จะไม่ได้ให้ความสำคัญกับความแตกต่างเหล่านี้ โดยยังดำเนินการแบบที่เรียกว่า “การตรวจสอบแบบดั้งเดิมอยู่” นั่นหมายความว่า ยังคงมีความแตกต่างในแนวทาง ขอบข่าย การทดสอบ และวิธีการรายงานอยู่ ความหลากหลายของแนวทางสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างในโครงสร้าง ระดับการมอบอำนาจให้พนักงาน รูปแบบการบริหาร และนโยบายที่องค์กรมีอยู่ นั่นแสดงให้เห็นว่า CSA และรูปแบบการประเมินการควบคุมอื่น ๆ เช่น การตรวจสอบภายในแบบดั้งเดิม จำเป็นที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงในองค์กร ต้องเป็นเครื่องมือที่สามารถประยุกต์ใช้ได้ตามโอกาสที่เหมาะสม แม้ว่าอาจมีบางส่วนจะไม่เห็นด้วยแต่ CSA ก็ไม่ใช่การตรวจสอบภายในเพื่อเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมขององค์กร เนื่องจากกระบวนการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นของฝ่ายบริหารไม่ใช่เป็นของผู้ตรวจสอบ CSA เป็นวิธีการประเมินการควบคุมความเสี่ยงในองค์กรที่พร้อมในการมอบอำนาจให้กับ พนักงาน โดย CSA จะช่วยสนับสนุนให้เกิดการเคลื่อนย้ายอำนาจไปยังพนักงานแต่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ ผู้ตรวจสอบในริเริ่มการเปลี่ยนแปลงนั้นขึ้นมา

ฝ่ายตรวจสอบบางแห่งเริ่มนำ CSA ไปปฏิบัติ โดยกังวลว่าองค์กรอาจไม่ได้ต้องการที่จะประเมินความเสี่ยงด้วยตนเอง โดยจะนำ CSA ไปปฏิบัติให้ช้าลงเพราะเกรงว่าฝ่ายบริหารจะไม่ให้การสนับสนุน แม้ว่า CSA จะเป็นเพียงอีกเครื่องมือหนึ่งที่ใช้ในการตรวจสอบในสถานการณ์ที่เหมาะสม แต่ฝ่ายตรวจสอบกลับพบว่าไม่จำเป็นที่จะต้องมีระดับความสนับสนุนและเห็นชอบ อย่างสูงจากองค์กรในการเริ่มนำมาใช้ นั่นทำให้พอสรุปได้ว่า หากมีการทำการประชุมเชิงปฏิบัติการในขั้นเริ่มต้นสำเร็จก็จะทำให้ฝ่ายบริหาร ให้ความสนับสนุนและต้องการให้มีเพิ่มขึ้นอีก

CSA เป็นเรื่องเกี่ยวกับบุคลากรที่ทำงานทางด้านการประเมินความเสี่ยงและการควบ คุมความเสี่ยง สาเหตุที่ต้องมีการทำ CSA เนื่องจาก CSA มีความแตกต่างจากการตรวจสอบแบบดั้งเดิมที่ผู้ตรวจสอบเป็นผู้พิจารณาความ เหมาะสมของการควบคุม ผู้ตรวจสอบจึงมองกลับไปที่ผู้ที่ถูกตรวจสอบหรือลูกค้าในฐานะผู้เชี่ยวชาญที่ มีความรู้เกี่ยวกับสิ่งที่ต้องดำเนินต่อไปในองค์กรมากกว่าผู้ตรวจสอบ หลังจากนั้นผู้ถูกตรวจสอบก็จะเป็นผู้ทำงานร่วมกับวิธีการทำงานเหล่านั้นทุก วัน อันจะทำให้รู้ถึงปัญหา อุปสรรค ความเสี่ยง และการแก้ปัญหา ผู้ตรวจสอบอาจเข้ามาอีกครั้งใน 2-3 ปี และอยู่ในระยะเวลาสั้น ๆ ส่วนคำถามที่ว่า ทำไมจึงไม่มีผู้ที่มีความเชี่ยวชาญอย่างแท้จริงเข้ามาทำหน้าที่ในการประเมิน การควบคุมความเสี่ยง คำตอบที่ว่านี้ก็คือ การใช้ผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับงานที่ทำโดยตรง เข้ามาระบุความเสี่ยงและการควบคุมความเสี่ยงเป็นวิธีการที่ดีกว่านั่นเอง

จากการนำ CSA มาใช้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างภายในองค์กร รวมถึงประโยชน์และข้อคำนึงถึงในการทำ CSA ซึ่งในครั้งหน้าผมจะได้นำมาเล่าสู่กันฟังต่อไป


การประเมินตนเองเพื่อควบคุมความเสี่ยง – CSA / Controls Self Assessment (ตอนที่ 1)

มีนาคม 23, 2012

ความเข้าใจในเรื่องการบริหารความเสี่ยง เพื่อการควบคุมดูแล (Monitoring) และเพื่อการตรวจสอบ (Audit) นั้น ต้องการใช้ทรัพยากรนอกสายงานปฏิบัติการ เพื่อประเมินความเสี่ยงและการควบคุมความเสี่ยงว่ามีความเหมาะสมเพียงไรหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประเมินความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับประสิทธิผลและประสิทธิภาพในการใช้ Business Drivers เป็นกรอบในการประเมินความเสี่ยงและการควบคุม

เมื่อพูดถึง Business Driver ผมขออนุญาตที่จะทบทวนความหมาย เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน เพียงสั้น ๆ ด้วยแผนภาพแทนคำอธิบายด้วยคำพูดดังนี้นะครับ

Business Drivers ประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก ๆ 2 ข้อ คือ

1. Performance
2. Conformance

ทั้ง 2 หัวข้อ คณะกรรมการและผู้บริหารระดับสูง จะต้องมีกระบวนการจัดการประเมินความเสี่ยงที่ได้ดุลยภาพ กล่าวคือ Performance จะพิจารณาการบริหารความเสี่ยงที่มุ่งไปสู่ Business Objective ที่มี Business Balanced Scorecard ทั้ง 4 มุมมองเป็นองค์ประกอบหลักที่ต้องการควบคุมความเสี่ยง และกระบวนการจัดการแบบบูรณาการ (Integrated Management) ทั้งด้าน IT และ Non – IT ในขณเะเดียวกันองค์กรก็ต้องดูแลให้มีการปฏิบัติตามกฎหมาย กฎเกณฑ์ ระเบียบ คำสั่ง และมาตรฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งทางด้าน IT และ Non – IT เช่นเดียวกัน

จากแผนภาพ ท่านผู้อ่านจะเข้าใจได้ดียิ่งขึ้น หากอ่านในลักษณะของ Top Down และจากซ้ายไปขวา ในส่วนที่เกี่ยวข้อง และกระบวนการประเมินการควบคุมความเสี่ยงจะต้องอาศัยความเข้าใจ COSO – ERM และ ITG ที่เกี่ยวข้องกับ CobiT และ ITIL+++ ในลักษณะต้องพึ่งพาแต่ละปัจจัยที่เกี่ยวข้องต่อกันโดยใช้หลัก Interdependent เป็นสำคัญ

หากท่านผู้อ่านได้ดูแผนภาพ CSA for Management and Auditing ข้างต้นก็จะเข้าใจอย่างชัดเจนนะครับว่า กระบวนการประเมินตนเองเพื่อควบคุมความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นภายในสายงานของตนนั้น มีความสำคัญยิ่ง และหากดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิผลและประสิทธิภาพ ก็จะสามารถช่วยลดภาระกิจของผู้บริหารระดับสูง และสายงานตรวจสอบได้เป็นอย่างดี เพราะกระบวนการควบคุมความเสี่ยง จะดำเนินการโดยสายงานที่เป็นผู้ปฏิบัติงานนั้น ซึ่งโดยหลักการน่าจะมีความเข้าใจงานของตนเองได้ดีกว่าผู้ตรวจสอบ

รายละเอียดเกี่ยวกับเรื่อง CSA บางประการจะได้นำเสนอเป็นตอน ๆ ไปนะครับ



ASEAN ICT Master Plan 2015 and AEC Collaboration

มกราคม 31, 2012

เอเซียได้ก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกมากขึ้นเป็นลำดับ ดังเห็นได้จากสัดส่วน GDP ของเอเซีย (ไม่รวมญี่ปุ่น) ต่อ GDP โลก เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 9.7% ในปี 2541 มาอยู่ที่ 16.3% ในปี 2552 เช่นเดียวกับมูลค่าการค้าของเอเซียที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนในปี 2552 มูลค่าส่งออกและนำเข้าของเอเซีย คิดเป็นสัดส่วนราว 1 ใน 4 ของมูลค่าส่งออกและนำเข้ารวมของทั้งโลก ส่งผลให้ความมั่งคั่งของประเทศในเอเซียเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด แสดงให้เห็นได้จากทุนสำรองระหว่างประเทศของประเทศในเอเซียรวมกันเพิ่มขึ้นจาก 1.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2546 เป็นกว่า 4.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2552

เมื่อประกอบกับวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่เกิดขึ้น ซึ่งส่งผลให้ประเทศเศรษฐกิจหลักต่างได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง และดูเหมือนว่าปัญหาต่าง ๆ จะยังไม่ยุติลงในระยะเวลาอันใกล้ ทำให้หลายฝ่ายมองว่าเอเซียกำลังก้าวเข้ามาเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักของโลกตัวใหม่ ถนนทุกสายที่กำลังมุ่งหน้าเข้าสู่เอเซียในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นการค้า การลงทุน รวมถึงเงินทุน กำลังผลักดันทิศทางเศรษฐกิจโลกให้เข้าสู่ยุคสมัยแห่งเอเซียอย่างแท้จริง ซึ่งไทยควรต้องรู้จักใช้ประโยชน์จากยุคสมัยแห่งเอเซียให้เต็มประสิทธิภาพ เพราะลำพังตลาดในประเทศไทยอย่างเดียว ซึ่งมีประชากร 0.9% ของประชากรโลก ขณะที่ GDP คิดเป็นสัดส่วนเพียง 0.46% ของ GDP โลก ไม่เพียงพอที่จะผลักดันการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยได้อย่างเต็มที่ ดังนั้น กลยุทธ์ในการก้าวไปสู่การรวมกลุ่มเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC) ก่อนที่จะขยายไปสู่ ASEAN+3 และ ASEAN+6 จะยิ่งทำให้ไทยสามารถใช้ประโยชน์จากตลาดขนาดใหญ่ได้มากขึ้น

หากจะกล่าวถึงแผนแม่บทไอซีทีอาเซียน 2015 ในเรื่องของความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยีนั้น อาจกล่าวได้ว่าเทคโนโลยีในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีทางการสื่อสาร เทคโนโลยีไอซีทีได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้นกับผู้คนทั่วโลกในยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการมีการใช้โทรศัพท์มือถือ เครื่องคอมพิวเตอร์ แลปท๊อป อินเตอร์เน็ต ฯลฯ เทคโนโลยีทั้งหลายเหล่านี้ล้วนได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในระยะเวลาอันรวดเร็ว เนื่องจากเหตุผลที่ว่ายุคนี้เป็นยุคของการสื่อสาร เทคโนโลยีดังกล่าวเป็นเสมือนเครื่องมือที่ช่วยอำนวยความสะดวกรวดเร็ว ช่วยร่นระยะเวลาการทำงาน การทำกิจกรรมต่าง ๆ ต้องอาศัยเทคโนโลยีเข้าช่วย การเข้าถึงเทคโนโลยีจึงเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับยุคนี้ และอนาคตข้างหน้า

จากที่กล่าวมา อาเซียนจึงให้ความสำคัญเรื่องความแตกต่างของการพัฒนา และการใช้ไอซีที ทั้งในระดับประเทศ และระหว่างประเทศในภูมิภาค ซึ่งจะมุ่งเน้นเรื่องการลดความเลื่อมล้ำในบริบทของความไม่เท่าเทียมกันในการเข้าถึงเทคโนโลยี เพื่อส่งเสริมให้เกิดการใช้ไอซีทีในวงกว้าง ตามแนวทางของ ASEAN ICT Master Plan 2015 ที่กำหนดเป็นแผนงานตามยุทธศาตร์ที่ 6 ในเรื่องของการลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยี (Bridging the Digital Divide) ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนในเชิงยุทธศาสตร์ตัวที่ 6 ที่ต้องยอมรับว่า ระดับการพัฒนาด้านไอซีทีของแต่ละประเทศในอาเซียนนั้นไม่ทัดเทียมกัน ดังนั้น จึงจำเป็นต้องเน้นการลดความเหลือมล้ำในเรื่องการพัฒนาไอซีทีในอาเซียนด้วยมาตรการต่าง ๆ ดังที่จะกล่าวต่อไปนี้

มาตรการ 6.1 ทบทวนเรื่องพันธะการให้บริการอย่างทั่วถึง (USO) หรือนโยบายอื่นที่คล้ายกัน

มาตรการ 6.2 เชื่อมต่อโรงเรียนและชักนำให้เริ่มเรียนไอซีที เร็วขึ้น

มาตรการ 6.3 ปรับปรุงการเข้าถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกัน

มาตรการ 6.4 ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยีภายในอาเซียน

ความสำเร็จในการขับเคลื่อนกลยุทธ์ในการก้าวไปสู่การรวมกลุ่มเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC) ก่อนที่จะขยายไปสู่ ASEAN+3 และ ASEAN+6 จะยิ่งทำให้ไทยสามารถใช้ประโยชน์จากตลาดขนาดใหญ่จะเป็นจริงได้เพียงใดนั้น โดยความเห็นส่วนตัวและการติดตามความก้าวหน้าในการบริหารที่ต้องใช้กระบวนการบริหารแบบบูรณการ ที่ควรมีการพิจารณาการหลอมรวมกระบวนการบริหารที่ผสมผสานที่มีการนำ วิสัยทัศน์ พันธกิจ กลยุทธ์ และแผนงานต่าง ๆ ที่มีการกำหนด และเห็นชอบร่วมกันแล้วใน ASEAN ICT Master Plan 2015 มาใช้เป็นกลไกสนับสนุน หรือเป็นเครื่องมือขับเคลื่อน ASEAN Economic Community : AEC ให้เป็นรูปธรรมในทุกมุมมองที่เกี่ยวข้อง น่าจะได้ประโยชน์สูงสุดต่อกลุ่มประชาชาคมเศรษฐกิจเอเซียนโดยรวม อย่างมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผลมากขึ้น

เมื่อพิจารณาถึง e-Government ที่รัฐบาล โดยหน่วยงานต่าง ๆ กำลังขับเคลื่อนในปัจุบันนั้น ยิ่งมีความเหมาะสมและเป็นไปได้มากขึ้น ในการขับเคลื่อนภารกิจต่าง ๆ ไปด้วยกัน ทั้งน่าจะสอดคล้องกับ Timeframe ที่กำหนดไว้แล้วมากที่สุด+++

ประเด็นสำคัญก็คือ หน่วยงานใด หรือจะมีกระบวนการหลอมรวมการบริหารการจัดการทั้งสามเรื่องที่เข้ากันได้ และเป็นไปได้มากที่สุดและอย่างมีคุณภาพที่สุดนี้ (มุมมองIntegrated Management) นั้น จะมีใครหรือหน่วยงานใด ซึ่งต้องมีผู้นำช่วยกันคิดช่วยกันผลักดันความฝันที่เป็นจริงได้นี้ ให้เกิดขึ้นได้ทั้งในประเทศไทยและเอเซียนตามแนวทางที่ช่วยกันดำเนินการมานานปีแล้ว…

หากประเทศไทยมีโอกาสจัดงานระดับเอเซียนในปีนี้/2012 ไม่ว่าจะในระดับชาติหรือระดับกลุ่มงาน เช่น CIO #16 ก็น่าจะเป็นจังหวะที่ดี ที่จะเริ่มต้นจุดประกายความคิดนี้ให้เป็นจริงตามที่กล่าวข้างต้นและได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ได้ในที่สุดนะครับ

ผมชอบคำกล่าวตอนหนึ่งของท่าน มหาตมะคานธี รัฐบุรุษชาวอินเดียซึ่งกล่าวว่า….“Be the Change you want to see in the World” [1869-1948] และนาย เพิร์ล เอส บั๊ค [1892-1973] นักเขียนชาวอเมริกันเชื้อสายจีน เคยกล่าวว่า “ทุกสิ่งเป็นไปได้ จนกว่ามันจะมีการพิสูจน์ว่า เป็นไปไม่ได้ และแม้แต่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ นั้นก็เป็นเพียงแค่สิ่งที่ เป็นไปไม่ได้ ในชั่วขณะนี้เท่านั้น” [All things are possible until they are proved Impossible and even the impossible may only be so, or of now.]

ครับ สำหรับเรื่องนี้ผมคงต้องขอจบชั่วคราว ก่อนที่จะกลับมาติดตามและเขียนเพิ่มเติมใหม่ เมื่อมีสถานการณ์หรือสภาพแวดล้อมชวนให้เขียนต่อไปนะครับ :-)


ความชัดเจนของแผนแม่บทไอซีทีอาเซียน 2015 ที่น่าจะสัมพันธ์กับการจัดทำแผนแม่บทไอซีทีของไทยบางมุมมอง ในอนาคต (ตอน 7) – Human Capital Development

มกราคม 5, 2012

จากจุดมุ่งหมายหลักของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC) คือการนำอาเซียนไปสู่การเป็นตลาดและฐานการผลิตร่วมกัน (Single Market and Production Base) ซึ่งหมายถึงการทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายอย่างเสรีใน 5 สาขา ประกอบด้วยสินค้า บริการ การลงทุน แรงงานฝีมือ และเงินทุน ซึ่งแน่นอนว่าการเปิดเสรีดังกล่าว ย่อมมีผู้ที่ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์มากน้อยแตกต่างกันตามศักยภาพของผู้ประกอบการในแต่ละประเทศ

การขับเคลื่อนอาเซียนไปสู่ตลาดและฐานการผลิตร่วมกัน (Single Market and Production Base) นั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเชื่อมโยงแนวคิดดังกล่าวให้เป็นรูปธรรมผ่านกระบวนการทาง ASEAN ICT Master Plan 2015 ซึ่งได้นำเสนอมาตามลำดับ

ครั้งนี้ผมจะนำเสนอเป็นตอนที่ 7 ครับ โดยจะกล่าวถึงยุทธศาสตร์ที่ 5 ในเรื่องของการพัฒนาทุนมนุษย์ (Human Capital Development) ซึ่งการพัฒนาทุนมนุษย์นั้น เป็นฐานรากที่สอง ที่มุ่งเน้นจะช่วยให้ประชาชนของอาเซียน ได้พัฒนาทักษะเพื่อยกระดับไอซีที ช่วยให้แรงงานด้านไอซีทีมีความสามารถมากขึ้น และทำให้ประชาคมมีความรู้เพิ่มขึ้น ทั้งหมดนี้เกี่ยวข้องด้วย 2 สิ่ง คือการฝึกหัด และการรับรองมาตฐานทักษะด้านไอซีที

สำหรับมาตรการที่ช่วยในการพัฒนาทุนมนุษย์ตามแผนแม่บทไอซีทีอาเซียน 2015 แบ่งเป็น 2 มาตรการ คือ

มาตรการ 5.1 การสร้างสมรรถภาพ

มาตรการ 5.2 การเพิ่มพูนทักษะและการรับรองมาตรฐานวิชาชีพ

ASEAN ICT Master Plan น่าจะเป็นคำตอบรวมทั้งเป็นเครื่องมือที่ดีที่สามารถสร้างพื้นฐาน และกระบวนการบริหารแบบสอดประสานและบูรณาการตามกลยุทธ์และแผนการดำเนินงาน ไปสู่วิสัยทัศน์ที่สนับสนุนการก้าวสู่ AEC ที่เป็นรูปธรรมได้แทบทุกมุมมอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเปิดเสรีทางด้านการเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมือ ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เนื่องจากการเปิดเสรีดังกล่าว อาจทำให้แรงงานฝีมือในอาเซียนย้ายจากประเทศที่มีค่าตอบแทนต่ำ (ประเทศในแถบอินโดจีน ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย รวมถึงไทย) ไปยังประเทศที่มีค่าแรงสูงกว่าและมีการใช้ภาษาอังกฤษอย่างแพร่หลาย อาทิ สิงคโปร์ และมาเลเซีย ซึ่งหลายฝ่ายเริ่มเป็นห่วงว่าการเปิดเสรีแรงงานฝีมือดังกล่าว จะทำให้แรงงานฝืมือของไทยในบางสาขาย้ายไปทำงานในมาเลเซียและสิงคโปร์ โดยเฉพาะสาขาการแพทย์และวิศวกร มีผลให้อนาคตไทยอาจขาดแคลนแรงงานฝีมือที่มีส่วนสำคัญในการพัฒนาประเทศในระยะถัดไป

นอกจากนั้น ในระยะยาว หากมีการขยายกรอบความร่วมมือเป็น ASEAN+3 หรือ ASEAN+6 ก็มีความเป็นไปได้ว่าแรงงานฝีมือในบางสาขา อาทิ การเงินธนาคาร รวมถึง IT จากประเทศเหล่านี้จะเข้ามาแย่งงานบุคลากรไทยมากขึ้นนั้น

วิสัยทัศน์ พันธกิจ ยุทธศาสตร์ มาตรการและแผนการดำเนินงาน ตาม ASEAN ICT Master 2015 เมื่อนำไปสู่การปฏิบัติจริงอาจจะลดปัญหาต่าง ๆ ตามประเด็นของการเปิดเสรีด้านการเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมือ ซึ่งหลายท่านอาจจะเป็นห่วงอยู่ได้บ้างนะครับ


ความชัดเจนของแผนแม่บทไอซีทีอาเซียน 2015 ที่น่าจะสัมพันธ์กับการจัดทำแผนแม่บทไอซีทีของไทยบางมุมมอง ในอนาคต (ตอน6) – Infrastructure Development

มกราคม 5, 2012

สวัสดีครับทุกท่าน ช่วงนี้ก็ใกล้จะปีใหม่เข้าไปทุกขณะแล้้ว หลายท่านก็คงเตรียมจัดการกับการงานที่คั่งค้างให้เรียบร้อยก่อนที่จะหยุดพักผ่อนในช่วงสิ้นปี เพื่อที่ว่าในปีหน้า ปี 2555 จะไ้ด้เริ่มต้นอะไรใหม่ ๆ ได้อย่างเต็มที่

สำหรับเรื่องราวที่จะเล่าสู่กันฟังในวันนี้ ผมคงจะนำเสนอเป็นตอนสุดท้ายของปี 2554 นี้ แต่ก็คงไม่ใช่สุดท้ายในเรื่องของความชัดเจนของแผนแม่บทไอซีทีอาเซียน 2015 ที่ได้พูดคุยกันมาหลายตอนก่อนหน้านี้ โดยรายละเอียดที่จะกล่าวถึงในตอนนี้เป็นยุทธศาสตร์ที่ 4 ของ ASEAN ICT Master Plan 2015 คือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเป็นหนึ่งในสามของฐานรากที่มีความจำเป็นต่อความสำเร็จของยุทธศาสตร์สามตัวแรกที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

ASEAN ICT Masterplan 2015

ตามแผนแม่บทไอซีทีอาเซียน 2015 การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ในกรณีนี้จำเป็นต้องเน้นการจัดให้มีโครงสร้างพื้นฐานหลัก ที่เอื้อต่อการให้บริการด้านไอซีทีแก่ประชาคมทั้งหลายในอาเซียน อีกทั้งยังต้องร่วมกันกำหนดนโยบาย และตรากฎหมาย เพื่อดึงดูดธุรกิจและการลงทุนสู่ภูมิภาคนี้ด้วย ดังมาตรการและแผนงานต่อไปนี้

มาตรการ 4.1 พัฒนาระบบเชื่อมโยงของบรอดแบนด์

มาตรการ 4.2 ส่งเสริมให้เครือข่ายมีความมั่นคง และปลอดภัย มีการปกป้องข้อมูล
รวมทั้งมีความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรักษาความปลอดภัยคอมพิวเตอร์ CERT

จากมาตรการและแผนงานของแผนแม่บทไอซีทีอาเซียน 2015 ในยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ที่ผมเคยได้กล่าวมาแล้ว ทั้งในเรื่องมาตรการที่ทำให้ทุกชุมชนสามารถเข้าถึงการบริการบรอดแบนด์ได้ด้วยราคาที่ไม่แพง การทำให้สินค้าไอซีทีมีราคาที่ไม่แพง การบริการแบบอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งเนื้อหาและระบบงานประยุกต์มีราคาที่ไม่แพง และมีประสิทธิภาพ การสร้างความเชื่อมั่นในเรื่องความมั่นคงปลอดภัยของธุรกรรมทางด้านอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งมาตรการการสร้างนวัตกรรมที่มุ่งให้ทุกประเทศในอาเซียนพัฒนาสิ่งสร้างสรรค์นวัตกรรม และ ICT ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green ICT) กำลังเป็นที่สนใจและจับตามองของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีความสัมพันธ์กับการจัดทำแผนแม่บทไอซีทีของไทยในบางมุมมอง ที่จะสามารถผลักดันและเป็นตัวขับเคลื่อนให้เกิดการปฏิบัิติอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป


ความชัดเจนของแผนแม่บทไอซีทีอาเซียน 2015 ที่น่าจะสัมพันธ์กับการจัดทำแผนแม่บทไอซีทีของไทยบางมุมมอง ในอนาคต (ตอน5) – Green ICT

มกราคม 5, 2012

สวัสดีครับทุกท่าน ก็ห่างกันไปนานพอสมควรนะครับจากเนื้อหาในครั้งก่อน เนื่องจากเว็บ itgthailand.com มีปัญหาทางด้าน server ทำให้ไม่สามารถ update สาระ ความรู้ และเรื่องราวต่าง ๆ ได้ แต่ตอนนี้สามารถกลับมาใช้งานได้ตามปกติแล้วครับ วันนี้ก็คงกลับมาต่อกันในเรื่องของแผนแม่บทไอซี อาเซียน 2015 จากครั้งที่แล้วผมได้เล่าถึงยุทธศาสตร์ ข้อที่ 2 ของ ICT Master Plan 2015 ที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมและเสริมสร้างพลัง ซึ่งมีมาตรการและกำหนดเป็นแผนงานที่ต้องปฏิบัติ 4 มาตรการ คือ 1) การทำให้ทุกชุมชนสามารถเข้าถึงการบริการบรอดแบนด์ได้ด้วยราคาที่ไม่แพง 2) ทำให้สินค้าไอซีทีมีราคาที่ไม่แพง 3) ให้แน่ใจว่าการบริการแบบอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งเนื้อหาและระบบงานประยุกต์มีราคาที่ไม่แพง และมีประสิทธิภาพ และ 4) การสร้างความเชื่อมั่นในเรื่องความมั่นคงปลอดภัยของธุรกรรมทางด้านอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งประเทศไทยเราได้มีการนำเสนอแผนนโยบายให้บริการบรอดแบนด์ เพื่อให้กำหนดเป็นนโยบายบรอดแบนด์แห่งชาติ ที่สัมพันธ์กับ ICT Master Plan 2015 ตามที่ได้กล่าวถึงในตอนที่แล้ว

สำหรับในครั้งนี้ผมจะขอเล่าถึงยุทธศาสตร์ในการสร้างนวัตกรรม โดยที่อาเซียนจะสนับสนุนอุตสาหกรรมไอซีทีที่สร้างสรรค์ มีนวัตกรรม และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ข้อที่ 3 ด้านนวัตกรรม การสร้างนวัตกรรมจะมุ่งให้ทุกประเทศในอาเซียนพัฒนาสิ่งสร้างสรรค์นวัตกรรม และ ICT ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green ICT) และเชิญชวนให้รัฐบาลของสมาชิกในอาเซียนกำหนดนโยบาย และจัดให้มีโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการสร้างสรรค์และสร้างนวัตกรรมในทุกภาคส่วน (เช่น แบ่งปันความชำนาญ และสมรรถนะที่หลากหลายและแตกต่างกันภายในกลุ่มประเทศสมาชิก และให้ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์กันและกัน จากความรู้และความสามารถที่มีอยู่กระจัดกระจาย)

การสร้างนวัตกรรมที่กล่าวถึงนี้แบ่งได้เป็น 3 มาตรการ แต่ละมาตรการได้กำหนดเป็นแผนงานในการนำไปปฏิบัติดังนี้

มาตรการ 3.1 สร้างศูนย์แห่งความเป็นเลิศเพื่อนวัตกรรม สำหรับการวิจัยและพัฒนาบริการไอซีที

มาตรการ 3.2 ส่งเสริมนวัตกรรมและความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ ประชาชน และสถาบันอื่น ๆ

มาตรการ 3.3 พลักดันให้เกิดนวัตกรรมและงานสร้างสรรค์ในระดับโรงเรียน

ยุทธศาสตร์ของแผนแม่บทไอซีทีอาเซียน 2015 ยังมีแผนงานและรายละเอียดที่น่าสนใจและติดตามอยู่อีกหลายเรื่อง ซึ่งผมจะทยอยนำมาเล่าสู่กันฟัง ส่วนในครั้งหน้าผมคงจะพูดถึงยุทธศาสตร์ข้อที่ 4 ที่เป็นเรื่องของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหลักที่เอื้อต่อการให้บริการด้านไอซีที โปรดติดตามกันต่อไปนะครับ


ความชัดเจนของแผนแม่บทไอซีทีอาเซียน 2015 ที่น่าจะสัมพันธ์กับการจัดทำแผนแม่บทไอซีทีของไทยบางมุมมอง ในอนาคต (ตอน4)

มกราคม 5, 2012

จากหลักการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ ทั้ง 6 ตามแผนแม่บทไอซีทีอาเซียน 2015 ซึ่งจะมีแนวทางปฏิบัติที่ค่อนข้างชัดเจน เป็นรูปธรรม และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ เพื่อให้เกิดการบริหารแบบบูรณาการ ดังที่ได้กล่าวในตอนที่แล้ว ถึงการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ทางการปฏิรูปทางเศรษฐกิจตามยุทธศาสตร์ ข้อ 1. มี 2 มาตรการ คือ มาตรการที่ 1 สร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ดึงดูดใจ ที่เอื้อให้ธุรกิจเติบโตได้ จากอิทธิพลของไอซีที และมาตรการที่ 2 พัฒนาความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน (Public-Private Partnership, PPP) สำหรับอุตสาหกรรมไอซีที ที่ได้จัดทำเป็นแผนงานให้สามารถนำไปปฏิบัติตามหลักยุทธศาสตร์นั้น ๆ ได้

วันนี้ผมจะขอกล่าวต่อถึงแผนงานการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ ข้อที่ 2 คือ การให้ประชาชนมีส่วนร่วมและเสริมสร้างพลัง ตามแผนแม่บทไอซีทีอาเซียน 2015 นี้ การเสริมสร้างพลังให้ประชาชน และให้ประชาชนมีส่วนร่วม ต้องเน้นการมีไอซีทีที่มีราคาไม่แพง ซึ่งจะนำไปสู่การทำให้ประชาชนในอาเซียนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีมาตรฐานความเป็นอยู่ที่ต่ำกว่ามาตรฐาน ที่ซึ่งการบริการบรอดแบนด์และโทรศัพท์เคลื่อนที่ยังถือว่าเป็นของฟุ่มเฟือย ในยุทธศาสตร์ที่ 2 นี้ได้แบ่งเป็น 4 มาตรการ คือ

มาตรการ 2.1 ทำให้ทุกชุมชนสามารถเข้าถึงการบริการบรอดแบนด์ได้ด้วยราคาที่ไม่แพง

มาตรการ 2.2 ทำให้สินค้าไอซีทีมีราคาที่ไม่แพง

มาตรการ 2.3 ให้แน่ใจว่าการบริการแบบอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งเนื้อหาและระบบงานประยุกต์มีราคาที่ไม่แพง และมีประสิทธิภาพ

มาตรการ 2.4 สร้างความเชื่อมั่น

อนึ่ง ในยุทธศาสตร์ ข้อที่ 2 นี้ เมื่อกล่าวถึงมาตรการเกี่ยวกับการบริการบรอดแบนด์ ดร.รอม หิรัญพฤกษ์ ได้นำเสนอร่างนโยบายบรอดแบนด์แห่งชาติ หรือการให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง เสนอต่อสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติ (เอ็นไอทีซี) เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2554 เพื่อขอให้พิจารณาเป็นนโยบายแห่งชาติ

อีกทั้ง ดร.รอม ยังได้เปิดเผยในงานเวิร์กช็อปสำหรับสื่อมวลชน เรื่อง “โครงข่ายบรอดแบนด์แห่งชาติ ประโยชน์เพื่อใคร ทำไมต้องมี” ว่า นโยบายบรอดแบนด์แห่งชาติ เป็นการให้บริการไอซีทีกับประชาชนอย่างทั่วถึงในราคาที่เหมาะสม โดยแผนบรอดแบนด์แห่งชาติที่ประเทศเยอรมนี ระบุชัดเจนว่า ปี ค.ศ. 2014 จะต้องให้บริการบรอดแบนด์ที่ความเร็ว 50 เมกะบิตต่อวินาที ซึ่งแผนบรอดแบนด์แห่งชาติของไทย อาจไม่ระบุชัดเจนว่าต้องให้บริการบรอดแบนด์ ความเร็วเท่าไหร่ แต่จะระบุว่า บริการที่ได้รับมีอะไรบ้าง

ผมมีความเห็นส่วนตัวว่า การระบุหรือให้บริการบรอดแบนด์ที่กำหนดความเร็วในระดับความเร็วที่ไม่ต่ำกว่าการสนองตอบความต้องการของผู้มีผลประโยชน์ร่วมนั้น เป็นสิ่งจำเป็น ซึ่งจะนำมาสู่แผนงานและการปฏิบัติงานที่เหมาะสมตามเป้าประสงค์ที่ตั้งเอาไว้ได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะเห็นได้ว่า นโยบายบรอดแบนด์แห่งชาติ นี้นั้น สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ ข้อที่ 2 ตามแผนแม่บทไอซีทีอาเซียน 2015 ดังกล่าวข้างต้น

สำหรับในครั้งต่อไป ผมจะเล่าเรื่องการสร้างนวัตกรรม ตามแผนแม่บทไอซีทีอาเซียน 2015 ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ ข้อที่ 3 ที่จะสนับสนุนอุตสาหกรรมไอซีทีที่สร้างสรรค์ มีนวัตกรรม และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

มาถึงตอนนี้ ท่านผู้อ่านที่ไม่ได้ติดตามเรื่องราวการดำเนินงานตามแผนแม่บทไอซีทีอาเซียน 2015 ตั้งแต่ต้น สามารถกลับไปทบทวนเรื่องราวที่ผมได้นำเสนอมาในแต่ละตอนได้ตามลิงก์ด้านล่างนะครับ

ความชัดเจนของแผนแม่บทไอซีทีอาเซียน 2015 ที่น่าจะสัมพันธ์กับการจัดทำแผนแม่บทไอซีทีของไทยบางมุมมอง ในอนาคต (ตอนที่ 3)

ความชัดเจนของแผนแม่บทไอซีทีอาเซียน 2015 ที่น่าจะสัมพันธ์กับการจัดทำแผนแม่บทไอซีทีของไทยบางมุมมอง ในอนาคต (ตอนที่ 2)

ความชัดเจนของแผนแม่บทไอซีทีอาเซียน 2015 ที่น่าจะสัมพันธ์กับการจัดทำแผนแม่บทไอซีทีของไทยบางมุมมอง ในอนาคต (ตอนที่ 1)


วิกฤตหรือโอกาสของน้ำท่วมประเทศไทย 2554

มกราคม 5, 2012

ปัจจุบันวันที่ 21 ตุลาคม 2554 ประเทศไทยเกิดภาวะวิกฤตจากน้ำท่วม เป็นข่าวมานานกว่า 2 เดือนแล้ว และได้สร้างความเสียหายมหาศาล ทั้งทางด้านเกษตรกรรม อุตสาหกรรม บ้านเรือน สิ่งอำนวยความสะดวก และสาธารณูปโภคต่าง ๆ รวมทั้ง ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนแสนสาหัส เป็นล้านคน ตามขอบเขตของน้ำท่วมประมาณ 1 ใน 3 ของประเทศนั้น

11images

ท่ามกลางวิกฤตของปัญหาน้ำท่วมอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เมื่อปริมาณน้ำ ขอบเขตของน้ำท่วม และระยะเวลาของน้ำท่วม เป็นความเสียหายครั้งยิ่งใหญ่ของประเทศไทย ซึ่งไม่อาจจะพิจารณาเปรียบเทียบกับน้ำท่วมใหญ่ เมื่อปี 2538 และ ปี 2485 ซึ่งใน 2 ปีที่กล่าวนั้น ความเสียหายไม่อาจจะเทียบเคียงกันได้กับในปี 2554 นี้ในทุกมุมมอง

สิ่งหนึ่งที่คนไทยทั่วประเทศและทั่วโลกที่สนใจประเทศไทย ก็จะเห็นภาพของความร่วมมือสมัครสมานสามัคคีกันอย่างน่าชื่นชมเป็นที่กล่าวขวัญกันโดยทั่วไป แม้กระทั่งในต่างประเทศก็มีคำชื่นชนในลักษณะเช่นนี้ในหลายประเทศ

การบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ ในลักษณะ Integrated Management ได้มีการกล่าวถึงกันในหลายระดับ รวมทั้งในระดับบริหารสูงสุดของประเทศ คือ นายกรัฐมนตรีของประเทศไทยในปัจจุบัน (คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) ก็ได้มีการกล่าวถ้อยคำนี้ออกมาหลายครั้ง

images15

คำว่าการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ หรือการบริหารแบบบูรณาการโดยทั่วไป ซึ่งเป็นคำฮิตติดปาก ก่อนที่จะมีปัญหาน้ำท่วมมานานพอสมควร ที่ทางกระทรวงการคลังโดย สคร. ที่มีหน้าำที่กำกับหน่วยงานของรัฐหลายหน่วยงาน และใช้เป็นเกณฑ์การประเมินผล เพื่อวัดระดับความสามารถในกระบวนการบริหารจัดการ ก็มีถ้อยคำนี้ และเรื่องในลักษณะนี้ ในกรอบการประเมินการบริหารความเสี่ยงของรัฐวิสาหกิจทั้ง 57 แห่ง

จะเห็นได้ว่าการบริหารแบบบูรณาการจะเข้ามีส่วนเกี่ยวข้องในระดับการบริหารทุกระดับของทุกเรื่อง ทุกองค์กร รวมทั้งระดับประเทศ และระดับสากล ถึงแม้ความเข้าใจความหมายของคำนี้ และการปฏิบัติในเรื่องนี้ ยังมีความเข้าใจที่แตกต่างกันมากในทางปฏิบัติก็ตาม แต่ส่วนใหญ่ก็มีความเห็นตรงกันว่า การบริหารและการจัดการแบบบูรณาการ หรือ Integrated Management นั้น เป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นการบริหารเชิงรุก ที่พิจารณาจากแนวคิดทุกแง่มุมของกระบวนการป้องกันปัญหาต่าง ๆ เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม ตามวิสัยทัศน์ และพันธกิจ นโยบาย กลยุทธ์ รวมทั้งแผนการปฏิบัติงาน +++

images9

อย่างไรก็ดี หากความเข้าใจในเรื่องการบริหารแบบบูรณาการ ยังมีความเข้าใจที่แตกต่างกัน การปฏิบัติจะมีความแตกต่างกันได้มาก เช่น เข้าใจดีก็จริง แต่บางหน่วยงานหรือบางบุคคลไม่นำแนวคิดนี้ไปปฏิบัติ เพราะความมีประสิทธิผลและความมีประสิทธิภาพของหลักการ Integrated Management นี้ จะมีผลกระทบต่อผลประโยชน์ขององค์กรและส่วนบุคคล ในแง่มุมมองที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดที่ว่า ระบบนี้มีความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพเป็นอย่างยิ่ง และจะมีผลกระทบไปถึงงบประมาณ กระบวนการบริหารงาน โดยเฉพาะการจัดซื้อ จัดหา จัดจ้าง และการร่วมพลังกันในการผลักดันเรื่องเดียวกันของหน่วยงานต่าง ๆ ที่ขณะนี้ ในภาครัฐนั้น ยังมีความซ้ำซ้อนกันอยู่มาก และมีจุดอ่อนในการประสานงานข้ามสายงาน และข้ามหน่วยงาน

ขอยกตัวอย่างเพียง เรื่องการบริหารและการจัดการน้ำ ในประเทศไทยเองก็มีหน่วยงานจัดการน้ำอยู่หลายแห่ง ซึ่งหากพิจารณาอย่างผิวเผิน ก็อาจมองในมุมมองที่ว่า มีการแบ่งแยกงานกันทำแล้วอย่างเหมาะสม แต่แท้จริงแล้ว ยังมีความซ้ำซ้อนในเรื่องการจัดทำงบประมาณ และการบริหารจัดการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประสานงานเป็นอย่างมาก

เป็นไปได้ไหมครับว่า น้ำที่ท่วมในกรุงเทพฯ ในปัจจุบันและทำลายผนังกั้นน้ำเกือบทุกแห่ง เพราะน้ำมีปริมาณมาก และแรงดันมหาศาล เกินกว่าผนังน้ำที่กั้นแบบชั่วคราวจะต้านทานได้ มีผลทำให้เกิดความเสียหายในวงกว้าง และกินระยะเวลานาน จนเกิดการวิจารณ์ถึงประสิทธิผลและประสิทธิภาพในการจัดการน้ำ…

thailand-flood

ตั้งแต่แนวความคิดที่ว่า เขื่อนหลายแห่งทางภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก ควรจะปล่อยน้ำมาก่อนหน้านี้หรือไม่ หรือรอเก็บน้ำไว้ในกรณีฝนตกน้ำในช่วยฤดูฝน เพื่อให้เพียงพอต่อการแจกจ่ายน้ำในฤดูแล้ง แต่ในกรณีนี้น้ำในเขื่อนมีปริมาณ ประกอบกับมีฝนตกค่อนข้างมาก ปริมาณน้ำค่อนข้างเยอะ ซึ่งอาจจะเกิดการคาดคะเนบนพื้นฐานที่ไม่อาจคาดการณ์และไม่อาจควบคุมได้… เมื่อเกิดภาวะฉุกเฉินก็ต้องมีการบริหารน้ำในภาวะวิกฤตต่อไป…

ผลตามมาอย่างที่เห็น เพราะกล่าวภายหลังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็คือ การป้องกันน้ำในสถานที่สำคัญ ๆ เกือบทุกแห่งไม่อาจต้านทานน้ำ และก่อให้เกิดภาวะล้มเหลวในเชิงแก้ไขอย่างมหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อุตสาหกรรมหลายแห่ง และทุ่งเกษตรกรรมจำนวนมากมาย สถานที่สำคัญ วัดวาอาราม และบ้านเรือนของประชาชนได้รับความเสียหาย ตามที่เป็นข่าวปรากฎทั่วไปนั้น

ผลเสียที่ตามมามีอยู่มากมายมหาศาล ตั้งแต่ความไม่ไว้วางใจของนักลงทุนต่างชาติ ในเรื่องการจัดการเรื่องน้ำ และอาจจะคิดนอกกรอบไปถึงเรื่องการจัดการในเรื่องอื่น ๆ ตามมาด้วยนั้น จะเป็นเรื่องของการบริหารวิกฤตของประเทศไทย และเป็นโอกาสที่ดีของประเทศอื่น ๆ ได้

images5

หากพิจารณามุมมองในแง่ที่เป็นบวกก็คือ ประเทศไทยน่าจะมีโอกาสในเรื่องการบริหารจัดการน้ำที่เป็นระบบ และเป็นกระบวนการที่สอดคล้องกับการจัดการในลักษณะที่กล่าวกันว่า การจัดการน้ำแบบบูรณาการ ที่ต้องร่วมมือกันคิดร่วมมือกันปฏิบัติ ในหน่วยงานต่าง ๆ อย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม เพราะบทเรียนที่เกิดจากน้ำท่วมใหญ่ และเนิ่นนานในปี 2554 นี้ เป็นความเสียหายในระดับที่ประเทศไทยไม่น่าจะยอมรับได้โดยรวม (Risk Appetite / Tolerance) ไม่ว่าจะพิจารณาเป็นจำนวนเงิน ความไว้วางใจของผู้มีผลประโยชน์ร่วม +++ ซึ่งเรื่องนี้ คงจะต้องเป็นวาระสำคัญของชาติที่นำความคิดในเรื่องการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการมาสู่ความเ็ป็นจริงในทางปฏิบัติต่อไป

เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 นี้ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงเรื่องการบริหารจัดการความเสี่ยงแบบบูรณาการของประเทศไทยอย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริหารและการจัดการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่องในแง่มุมต่าง ๆ รวมทั้งเรื่องคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวกับการป้องกันในการประมวลงานต้องอาศัยการประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์นั้นมีปัญหา แม้ในขณะน้ำท่วมก็ตาม +++


ความชัดเจนของแผนแม่บทไอซีทีอาเซียน 2015 ที่น่าจะสัมพันธ์กับการจัดทำแผนแม่บทไอซีทีของไทยบางมุมมอง ในอนาคต (ตอน3)

มกราคม 5, 2012

ในตอนที่ 2 ผมได้กล่าวถึง 3 เสาหลักที่รองรับและสอดคล้องกับการขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์ตามแผนแม่บทไอซีทีอาเซียน 2015 ทั้งในระดับอาเซียน ระดับประเทศ รวมถึงระดับธุรกิจ ซึ่งได้แก่

ASEAN ICT Masterplan 2015

1. การปฎิรูปทางเศรษฐกิจ / Economic Transformation
2. การเสริมสร้างพลังให้แก่ประชาชนและให้ประชาชนมีส่วนร่วม / People Empowerment & Enggagement
3. การสร้างนวัตกรรม / Innovation

โดยได้กำหนดเป็น 6 ยุทธศาสตร์ ในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ไปสู่ภาคปฏิบัติภายใต้ฐานที่เป็นเสาหลัก 3 ข้อดังกล่าวข้างต้นคือ

1. การปฎิรูปทางเศรษฐกิจ
อาเซียนจะสร้างสภาพแวดล้อมที่ดึงดูดใจ เพื่อการส่งเสริมทางธุรกิจการลงทุน และสร้างธุรกิจใหม่ในภาคไอซีที ไอซีทีเองจะเป็นกลไกขับเคลื่อนสำคัญที่ส่งผลให้เกิดการปฎิรูปในภาคเศรษฐกิจอื่น ๆ ด้วย

2. การเสริมสร้างพลังให้แก่ประชาชนและให้ประชาชนมีส่วนร่วม
อาเซียนจะอาศัยไอซีทีที่ราคาไม่แพงและยุติธรรมเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีโดยทั่วหน้า

3. การสร้างนวัตกรรม
อาเซียนจะสนับสนุนอุตสาหกรรมไอซีทีที่สร้างสรรค์ มีนวัตกรรม และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

4. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
อาเซียนจะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานไอซีทีเพื่อสนับสนุนการให้บริการแก่ประชาคมอาเซียน

5. การพัฒนาทุนมนุษย์
อาเซียนจะพัฒนาทุนมนุษย์ที่มีสมรรถนะและทักษะด้านไอซีที เพื่อสนับสนุนการเติบโตของภาคไอซีที และส่งผลต่อการปฎิรูปเศรษฐกิจในภาคอื่น ๆ ด้วย

6. การลดความเหลื่อมลํ้าในการเข้าถึงเทคโนโลยี
อาเซียนจะให้ความสำคัญเรื่องความแตกต่างของการพัฒนา และการใช้ไอซีที ทั้งในระดับประเทศ และระหว่างประเทศในภูมิภาค อาเซียนจะเน้นเรื่องการลดความเลื่อมล้ำในบริบทของความไม่เท่าเทียมกันในการเข้าถึงเทคโนโลยี เพื่อส่งเสริมให้เกิดการใช้ไอซีทีในวงกว้าง

หลักการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ ทั้ง 6 ตามแผนแม่บทไอซีทีอาเซียน 2015 ดังกล่าวจะมีแนวทางปฏิบัติที่ค่อนข้างชัดเจน และเป็นรูปธรรม ที่แต่ละประเทศสามารถนำไปประยุกต์ใช้ เพื่อให้เกิดการสอดประสานและเกิดการบริหารแบบบูรณาการ (Integrated Management) เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ให้เป็นไปตาม Vision และ Mission ของอาเซียนต่อไป เช่น

การปฏิรูปทางเศรษฐกิจตามข้อ 1. จะมีมาตรการในการดำเนินการดังนี้

มาตรการที่ 1.1. สร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ดึงดูดใจ ที่เอื้อให้ธุรกิจเติบโตได้ จากอิทธิพลของไอซีที

การปฏิรูปเศรษฐกิจ_มาตรการที่ 1.1

มาตรการ 1.2 พัฒนาความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน (Public-Private Partnership, PPP) สำหรับอุตสาหกรรมไอซีที
การปฏิรูปเศรษฐกิจ_มาตรการที่ 1.2

นอกจากนี้ยังมีอีก 5 ยุทธศาสตร์และมาตรการต่าง ๆ รวมทั้งแผนการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์และมาตรการนั้น ๆ ที่ผมเรียนตั้งแต่ต้นแล้วว่า แผนแม่บทไอซีทีอาเซียน 2015 ได้จัดทำไว้ชัดเจนที่สามารถนำไปปฏิบัติได้เป็นรูปธรรมในระดับต่าง ๆ ตั้งแต่ระดับอาเซียน ระดับประเทศ และระดับธุรกิจของแต่ละประเทศ ซึ่งแน่นอนว่า ประเทศในกลุ่มอาเซียนที่ต้องมีการประชุมหารือกันในการขับเคลื่อนแผนแม่บทไอซีทีอาเซียน 2015 ให้เป็นรูปธรรม ซึ่งจะมีรายละเอียดต่อ ๆ ไปครับ


Follow

Get every new post delivered to your Inbox.